ยูเวนตุส

    แม้ว่าสถานะซีซั่นที่แล้วของกอนซาโล่ อิกัวอินกับยูเวนตุสนั้นจะไม่ค่อยสู้ดี เมื่อถูกปล่อยให้ทั้งเชลซี และมิลานยืมตัวไปใช้งาน ทว่าเมื่อเมาริซิโอ ซารี่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกุนซือคนใหม่ของยูเวนตุส กองหน้าชาวอาร์เจนไตน์ก็กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของทีมอีกครั้ง โดยได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงทั้งสองนัดแล้วยังใส่ชื่อทำสกอร์ในเกมที่เอาชนะนาโปลีได้อีกด้วย(ยูเวนตุสชนะนาโปลี4-3)จนทำให้อิกัวอินเริ่มมีความมั่นใจพร้อมประกาศก้องว่าเค้ายังมีพอที่จะลงเล่นให้กับทีมแชมป์กัลโช่ เซเรียอาต่อไป

   “ ผมเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ปีที่แล้วผมถูกมิลานยืมตัวไปผมก็เล่นเต็มที่ ปีนี้ผมกลับมาอยู่กับยูเว่ผมก็ยังเต็มที่เหมือนเดิมนั่นละ ที่เชลซี และมิลานผมไม่ค่อยได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ แม้ผมจะยิงประตูได้มากแต่ผมรู้ตัวว่ามันยังดีไม่พอ และตอนนี้เมื่อผมได้กลับมาตูรินอีกครั้ง โค้ชวางใจให้ผมได้ลงเล่นเป็นตัวจริง มันยอดเยี่ยมมากๆ ผมกำลังรู้สึกมั่นใจขึ้นเรื่อยๆหลังจากทำประตูได้แล้ว ผมรู้ได้เลยว่าถ้าผมได้ลงเล่นสม่ำเสมอแบบนี้ผมจะยิงประตูให้ยูเว่ได้เป็นกอบเป็นกำอย่างแน่นอน ” หัวหอกวัย31กะรัตกล่าวอย่างมีหวัง

อิกัวอินหวานช่วงโดนยืมตัวฝันถึงวันกลับมาเล่นให้ ยูเวนตุส ทุกวัน

    แม้จะได้ลงเล่นอย่างจำกัดจำเขี่ยทั้งกับเชลซี14นัด และมิลายอีก15นัด แต่กอนซาโล่ อิกัวอินก็ยังทำประตูได้รวมกันกึง11ประตู ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้เมาริซิโอ ซารี่กุนซือใหม่ของไอ้ม้าลายให้โอกาสเจ้าตัวได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง “ การได้ทำงานกับโค้ชใหม่(ซารี่)มันก็มีข้อดีนะ มันเติมความกระหายให้คุณ คุณต้องตื่นตัวมากกว่าเดิม ยูเวนตุสเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ ฉะนั้นเมื่อได้รับโอกาสคุณต้องแสดงให้เห็นว่าคุณดีพอ ” เจ้าของเสื้อหมายเลข21เผยถึงความมุ่งมั่น

    ” ตอนนี้ผมกำลังโฟกัสไปถึงเกมกับฟิออเรนติน่า ซึ่งผมยังเชื่อมั่นว่าหากผมได้เป็นตัวจริงต่อผมจะช่วยให้ยูเว่ได้ผลการแข่งขันที่ต้องการอย่างแน่นอน ” อิกัวอินที่ซัดให้ยูเวนตุสไปแล้ว56ประตูหมายใจที่จะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงกับยูเวนตุสต่อไป เนื่องจากในปี2016 ที่เจ้าตัวนั้น แม็ตซ์แรกที่อิกัวอินลงเล่นให้ยูเวนตุสนั้นก็เป็นการดวลกับคู่แข่งอย่างฟิออเรนติน่านั่นเง

เชลซี

   เชลซี ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาจัดว่าเป็นทีมในระดับหัวแถวของพรีเมียร์ลีก และมักจะมีถ้วยรางวัลติดไม้ติดมือเสมอมา นั่นเพราะพวกเค้ามีทีมสปริริตที่แข็งแกร่ง,กุนซือดีกรีแชมป์ที่พาะเหรดเข้ามาคุมทัพ หรือแม้แต่ผู้เล่นสตาร์ที่ไม่เคยขาดหายไปรั้ว สแตนฟอร์ด บริดจ์ ทว่าปัจจัยที่เคยเป็นแต้มต่อเหล่านี้กลับวนลูปกลับมาเริ่มนับหนึ่งไม่ในซีซั่น 2019/20 เมื่อทีมโดนแบนห้ามซื้อขายผู้เล่นทั้งๆที่เพิ่งเสียจอมทัพอย่าง อาซาร์ ออกไป รวมไปถึงการเข้ามารับบทบาทผู้จัดการทีมของ แฟรงค์ แลมพาร์ด อดีตกองกลางระดับตำนานที่เพิ่งจะมีประสบการร์ในระดับลีกแชมเปี้ยนชิพเพียงเท่านั้น

แลมพ์ต้องเร่งสร้างผลงานและสปริริตในทีม เชลซี ไปพร้อมกัน

   เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา เชลซี เพิ่งจะสร้างปรากฏการณ์งามหน้าเมื่อ เกปา อาร์ริซาบาลากา นายด่านชาวสเปนงัดข้อกับ ซารี่ ด้วยการปฏิเสธการถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนาม จนทำให้เป็นที่วิจารณ์กันไปในวงกว้าง รวมถึงการตั้งคำถามถึงสปริริตของเหล่านักเตะ เชลซี นอกจากนี้สื่ออังกฤษยังเชื่อว่านี่คือชนวนที่ทำให้ เมาริซิโอ ซารี่ ตัดสินใจแยกทางกับสโมสรแม้จะเพิ่งนำทีมคว้าแชมป์ยูโรป้าลีกมาก็ตาม และสิ่งที่ตามมาคือการดึงลูกหม้ออย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด ที่หลายคนมองว่ากระดูกยังไม่ถึงขั้น(เพิ่งมีประสบการณ์คุมทีม ดาบี้ เคาร์ตี้ในแชมป์เปี้ยนชิพ) จนทำให้ชื่อของ แฟรงค์ แลมพาร์ด กลายเป็นกุนซือเบอร์หนึ่งที่บ่อนพนันฟันธงว่าจะถูกปลดเป็นคนแรกของฤดูกาลใหม่

   นอกจากนี้ แลมพาร์ด ยังดวงกุดอีกต่อเนื่อง เพราะ เชลซี ยังจะไม่สามารถซื้อผู้เล่นใหม่ไปจนถึงซัมเมอร์หน้า นั่นแปลว่าจะไม่มีการดึงสตาร์หน้าใหม่เข้ามาแทนที่ของ อาซาร์ ที่ย้ายออกไปแต่จะต้องใช้ผู้เล่นที่เหลืออยู่เท่านั้น จนทำให้ เชลซี ต้องเปลี่ยนใจมาต่อสัญญากับ วิลเลี่ยน ดาวเตะบราซิลที่เกือบจะหมดอนาคตไปแล้ว แถมสิงห์บลูยังโปรยยาหอมใส่ดาวเตะแซมบ้าด้วยการประกาศจะมอบเสื้อเบอร์ 10 ให้อีกต่างหาก ร้อนไปถึงแข้งดาวรุ่งอย่าง คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ที่ออกมาวัดรอยรุ่นพี่ว่าตนก็พร้อมจะสวมเสื้อหมายเลขดังกล่าวเช่นกัน และถ้าไม่ได้เบอร์ที่ถูกใจก็จะไม่ต่อสัญญาฉบับใหม่อีกต่างหาก ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนให้เห็นได้ว่าบัดนี้ผู้เล่น เชลซี ไม่มีความกลมเกลียวกันเสียเลย กรปรกับผลงานในการอุ่นเครื่องปรีซีซั่นก็ค่อนข้างกระท่อนกระแท่น ทำให้คอบอลทั้งหลายต่างวิตกว่า เชลซี ในยุคใหม่อาจไม่ไฉไลเหมือนวันวานเสียแล้ว และนี่คือบททดสอบที่ แฟรงค์ แลมพาร์ด ต้องก้าวผ่านไปให้จงได้