มูริณโญ่

    แม้ปัจจุบันโชเซ่ มูริณโญ่จะกลายเป็นเพียงอดีตกุนซือเชลซีทว่าดูเหมือนเยื่อใยที่เค้ามีต่ออดีตต้นสังกัดนั้นยังคงเหนียวแน่นเมื่อได้ออกมาช่วยลดกระแสความกดดันเกี่ยวกับสถานการณ์ความกังวลเรื่องการไม่สามารถเซ็นสัญญานักเตะใหม่ได้ของเชลซี โดยมูริณโญ่มองตรงกันข้ามว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะได้เห็นสิงโตน้ำเงินครามดันแข้งเยาวชนจากอะคาเดมี่ขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่อย่างเต็มตัว และในถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์ก็มีดาวเตะพรสวรรค์อายุน้อยที่รอวันจรัสแสงอยู่เป็นจำนวนมาก

มูริณโญ่ เเนะเชลซีควรกู้วิกฤตด้วยการหนุนแข้งเยาวชนขึ้นมาช่วยทีมซีซั่นนี้

    โชเซ่ มูริณโญ่เป็นกุนซือที่ประสบความสำเร็จกับเชลซีอย่างโชกโชน ได้สนับสนุนให้ทีมเก่าให้ลองหันมาสนับสนุนแข้งยังบลัดดูบ้าง “ บางทีการโดนแบนห้ามเซ็นสัญญาผู้เล่นก็อาจจะเป็นเรื่องดีต่อทีม เราน่าจะได้เห็นอะไรดีๆจากนักเตะเยาวชนของเชลซีบ้างละ พวกเค้ายังมีเคิร์ท ซูม่าที่อายุยังน้อยแต่ประสบการณ์มากมาย แถมติดทีมชาติฝรั่งเศสไปแล้วหรือจะเป็น แทมมี่ อับบราฮัมนี่ก็เป็นเด็กปั้นที่โตมากับสโมสร พวกเค้าเหล่านี้นอกจากฝีเท้าจะน่าทึ่งแล้วหัวจิตหัวใจของพวกเค้ายังเกินร้อยอีกต่างหาก ”

   “ หลายสโมสรอาจจะเคยชินที่จะได้ยืมนักเตะฝีเท้าดีจากเชลซี ซึ่งซีซั่นนี้มันอาจแตกต่างออกไป เชลซีต้องทบทวนที่จะเก็บผู้เล่นที่มีประโยชน์ไว้ช่วยทีมบ้าง ซึ่งหากคุณดูสถิติคุณจะเห็นว่าแต่ละซีซั่นเชลซีปล่อยนักเตะยืมตัวออกไปมากมายขนาดไหน ฉะนั้นศักยภาพของพวกเค้าไม่ได้ลดลงไปแต่อย่างใด กลับกันเสียอีกพวกเค้าจะกลายเป็นทีมที่มีความกลมเกลียวและมีสปริริตกันแข็งแกร่งกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ ”

   “ แน่นอนการเสียนักเตะอย่างอาซาร์ไปย่อมส่งผลต่อทีม แต่มันก็เป็นวัฏจักรของเกมฟุตบอล ผมมีความเชื่อมั่นว่าเชลซีจะสามารถก้าวผ่านมันไปและกลับมาอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องได้อย่างแน่นอน ” อนึ่งเชลซีในซีซั่น2019/20พวกเค้ากำลังลุ้นหนักกับผลงานเนื่องจากปัจจัยหลายๆด้านดูไม่เป็นใจต่อทีมเอาเสียเลย เริ่มด้วยทีมเพิ่งเสียจอมทัพคนสำคัญอย่างเอแด็น อาซาร์ออกจากทีมไปโดยที่พวกเค้าไม่สามารถซื้อใครมาทดแทนได้(โดนแบนห้ามซื้อขาย)มิหนำซ้ำกุนซือคนใหม่อย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด ก็เพิ่งจะมีประสบการณ์คุมทีมในระดับแชมเปี้ยนชิพ(คุมดาบี้ เคาท์ตี้)เท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่ามีแฟนบอลจำนวนมากที่ไม่เชื่อว่าอดีตมิดฟิลด์รายนี้จะพาเชลซีต่อสู้ในกลุ่มหัวตารางของพรีเมียร์ลีกได้เหมือนที่ผ่านมา

เชลซี

   เชลซี ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาจัดว่าเป็นทีมในระดับหัวแถวของพรีเมียร์ลีก และมักจะมีถ้วยรางวัลติดไม้ติดมือเสมอมา นั่นเพราะพวกเค้ามีทีมสปริริตที่แข็งแกร่ง,กุนซือดีกรีแชมป์ที่พาะเหรดเข้ามาคุมทัพ หรือแม้แต่ผู้เล่นสตาร์ที่ไม่เคยขาดหายไปรั้ว สแตนฟอร์ด บริดจ์ ทว่าปัจจัยที่เคยเป็นแต้มต่อเหล่านี้กลับวนลูปกลับมาเริ่มนับหนึ่งไม่ในซีซั่น 2019/20 เมื่อทีมโดนแบนห้ามซื้อขายผู้เล่นทั้งๆที่เพิ่งเสียจอมทัพอย่าง อาซาร์ ออกไป รวมไปถึงการเข้ามารับบทบาทผู้จัดการทีมของ แฟรงค์ แลมพาร์ด อดีตกองกลางระดับตำนานที่เพิ่งจะมีประสบการร์ในระดับลีกแชมเปี้ยนชิพเพียงเท่านั้น

แลมพ์ต้องเร่งสร้างผลงานและสปริริตในทีม เชลซี ไปพร้อมกัน

   เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา เชลซี เพิ่งจะสร้างปรากฏการณ์งามหน้าเมื่อ เกปา อาร์ริซาบาลากา นายด่านชาวสเปนงัดข้อกับ ซารี่ ด้วยการปฏิเสธการถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนาม จนทำให้เป็นที่วิจารณ์กันไปในวงกว้าง รวมถึงการตั้งคำถามถึงสปริริตของเหล่านักเตะ เชลซี นอกจากนี้สื่ออังกฤษยังเชื่อว่านี่คือชนวนที่ทำให้ เมาริซิโอ ซารี่ ตัดสินใจแยกทางกับสโมสรแม้จะเพิ่งนำทีมคว้าแชมป์ยูโรป้าลีกมาก็ตาม และสิ่งที่ตามมาคือการดึงลูกหม้ออย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด ที่หลายคนมองว่ากระดูกยังไม่ถึงขั้น(เพิ่งมีประสบการณ์คุมทีม ดาบี้ เคาร์ตี้ในแชมป์เปี้ยนชิพ) จนทำให้ชื่อของ แฟรงค์ แลมพาร์ด กลายเป็นกุนซือเบอร์หนึ่งที่บ่อนพนันฟันธงว่าจะถูกปลดเป็นคนแรกของฤดูกาลใหม่

   นอกจากนี้ แลมพาร์ด ยังดวงกุดอีกต่อเนื่อง เพราะ เชลซี ยังจะไม่สามารถซื้อผู้เล่นใหม่ไปจนถึงซัมเมอร์หน้า นั่นแปลว่าจะไม่มีการดึงสตาร์หน้าใหม่เข้ามาแทนที่ของ อาซาร์ ที่ย้ายออกไปแต่จะต้องใช้ผู้เล่นที่เหลืออยู่เท่านั้น จนทำให้ เชลซี ต้องเปลี่ยนใจมาต่อสัญญากับ วิลเลี่ยน ดาวเตะบราซิลที่เกือบจะหมดอนาคตไปแล้ว แถมสิงห์บลูยังโปรยยาหอมใส่ดาวเตะแซมบ้าด้วยการประกาศจะมอบเสื้อเบอร์ 10 ให้อีกต่างหาก ร้อนไปถึงแข้งดาวรุ่งอย่าง คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ที่ออกมาวัดรอยรุ่นพี่ว่าตนก็พร้อมจะสวมเสื้อหมายเลขดังกล่าวเช่นกัน และถ้าไม่ได้เบอร์ที่ถูกใจก็จะไม่ต่อสัญญาฉบับใหม่อีกต่างหาก ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนให้เห็นได้ว่าบัดนี้ผู้เล่น เชลซี ไม่มีความกลมเกลียวกันเสียเลย กรปรกับผลงานในการอุ่นเครื่องปรีซีซั่นก็ค่อนข้างกระท่อนกระแท่น ทำให้คอบอลทั้งหลายต่างวิตกว่า เชลซี ในยุคใหม่อาจไม่ไฉไลเหมือนวันวานเสียแล้ว และนี่คือบททดสอบที่ แฟรงค์ แลมพาร์ด ต้องก้าวผ่านไปให้จงได้