มิลเนอร์

    ถ้าพูดถึงนักเตะมากประสบการณ์ผู้ซึ่งเป็นเสมือนผู้ปิดทองหลังพระให้กับลิเวอร์พูลมาตลอดชื่อเจมส์ มิลเนอร์คงจะเป็นสิ่งที่หลายคนต่างให้การยอมรับ ทว่าด้วยอายุอานามที่มากขึ้นทุกทีก็ทำให้เวลาในสีเสื้อหงส์แดงใกล้จะหมดลงเต็มทีเนื่องจากสัญญาของเจ้าตัวกำลังจะหมดลงในช่วงจบซีซั่นนี้เท่านั้น แล้วตัวนักเตะเองก็ยอมรับแต่เนิ่นๆแล้วว่าคงต้องย้ายออกเพื่อหาความท้าทายใหม่ๆต่อไป

    มิลเนอร์กำลังจะมีอายุครบ34ปีในช่วงเดือนมกราคมได้เปิดเผยว่านี่คงจะเป็นช่วงท้ายกับชีวิตค้าแข้งในแอนด์ฟิล “ ผมยังมีร่างกายที่ดีเยี่ยมและยังไม่คิดเรื่องแขวนสตั๊ด ฉะนั้นผมคงเปิดรับโอกาสใหม่ๆในทุกรูปแบบ อาจจะเป็นลีกอื่นๆไปเลยก็ได้หรือแม้แต่การกลับไปเล่นให้ลีดส์ ยูไนเต็ด ผมไม่ปิดโอกาสใดๆทั้งนั้นแต่แน่นอนว่าครอบครัวของผมคงมีส่วนในการตัดสินใจด้วยก็ตาม ”

    เมื่อถูกถามเรื่องชีวิตหลังเลิกเล่นมิลเนอร์ก็ตอบรับทันทีว่าเจ้าตัวคงเลือกที่จะทำงานใกล้ชิดกับนักฟุตบอลต่อไปอย่างแน่นอน “ ผมยังไม่ได้เริ่มต้นอบรมโค้ช แต่มันต้องเกิดขึ้นแน่ๆเพราะผมไม่คิดจะไปในสายพวกนักวิเคราะห์เกมการแข่งขัน ผมยังอยากคลุกคลีกับสนามซ้อมและการแข่งขันอย่างใกล้ชิด อีกทั้งผมยังรู้สึกว่าตัวเองได้ความรู้ประสบการณ์ในช่วงค้าแข้งเยอะมาก มันคงดีที่ผมจะได้ส่งต่อสิ่งเหล่านี้ให้นักฟุตบอลรุ่นต่อๆไป ” อดีตเด็กปั้นยูงทองกล่าวอย่างมุ่งมั่น

มิลเนอร์ อ่อยหากได้กลับไปรับใช้ลีดส์คงเป็นที่น่าปลาบปลื้มใจ

    นอกจากนี้มิลเนอร์ยังได้บอกเป็นนัยว่ามีความตั้งใจที่จะกลับไปสวมยูนิฟอร์มของทีมยูงทองอีกครั้งเช่นกันเพียงแต่ยังไม่แน่ใจว่าอดีตสังกัดในลีกเดอะแชมเปี้ยนส์ชิปจะยังต้องการใช้งานตนอยู่หรือเปล่า “ ลีดส์ยูไนเต็ดคือทีมในดวงใจ ทั้งยังเป็นสโมสรที่ปลุกปั้นผมขึ้นมา ดังนั้นผมคือแฟนบอลของพวกเค้าตลอดมาและยังหวังว่าทีมจะกลับมาแข็งแกร่งได้เหมือนในอดีตอีกด้วย ถ้ามีโอกาสที่จะได้ช่วยทีมอีกครั้งมันคงเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมไปเลย แต่มันยังไม่มีการติดต่อเข้ามา ”

     สุดท้ายมิลเนอร์ก็ได้ตัดบทว่าเรื่องสโมสรใหม่ยังไม่ใช่เรื่องที่ตนให้ความสำคัญเพราะอยากโฟกัสที่จะพาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกให้สำเร็จให้จงได้เสียก่อน “ ผมไม่ได้ตั้งเงื่อนไขเรื่องเวลากับเรื่องนี้ เพราะผมเป็นคนประเภทชอบอยู่กับปัจจุบัน และตอนนี้ความตั้งใจที่มีผมทุ่มให้กับการพาลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จให้ได้เท่านั้น ”

เทรนด์

    แม้ว่าลิเวอร์พูลจะนำโด่งเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกด้วยผลงานถึงชนะ15นัดและเสมอนัดเดียว แต่แบ๊คขวาฟอร์มาแรงอย่างเทรนด์ อเล็กซานเดอร์-อาโนลด์ก็ยังออกมาบอกกล่าวว่านักเตะหงส์แดงยังเก็บรายละเอียดที่ผิดพลาดเล็กๆน้อยๆในแต่ละเกมกลับมาแก้ไขอยู่เสมอ เนื่องจากพวกเค้าไม่ได้สำคัญตัวว่าลิเวอร์พูลอยู่ในฟอร์มการเล่นที่สมบูรณ์แบบอย่างที่นักวิจารณ์ชอบพูดถึงกัน

    “ ใช่เราเก็บชัยชนะได้ต่อเนื่องมันเป็นเรื่องน่ายินดี เรารู้ว่าลิเวอร์พูลกำลังอยู่ในฟอร์มที่ดีแต่มันไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ มันจะมีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่เจ้าน้อยจดไว้แล้วบอกเราในวันรุ่งขึ้น  นั่นเป็นบทเรียนใหม่ๆที่นักเตะยังต้องทำให้ดียิ่งๆขึ้นไปในทุกๆวัน และมันจะไม่มีคำว่าดีพอ ”    

     “ มันเป็นไปได้หมดแนวคิดของเจอร์เกน คล็อปป์คือเมื่อคุณพลาดก็อาจโดนลงโทษ ฉะนั้นข้อผิดพลาดบางอย่างที่เราได้รู้มันอาจยังไม่ทำทีมไม่เสียประตู แต่เราจะไม่ปล่อยให้มันเกิดขึ้นอีก ลิเวอร์พูลต้องการลงเล่นโดยที่มีรายละเอียดผิดพลาดให้น้อยที่สุด ” เทรนด์-อาโนลด์กล่าวอย่างแข็งขัน

ลิเวอร์พูลมีบทเรียนจากปีก่อน เทรนด์ ชี้ปีนี้ไม่ประมาทอีกแล้ว

    เทรนด์ อเล็กซานเดอร์-อาโนลด์ยังได้เท้าความถึงความผิดหวังจากซีซั่นที่แล้วที่ลิเวอร์พูลทำแต้มนำเป็นจ่าฝูงอยู่พักใหญ่ก่อนจะโดนแมนซิตี้พลิกกับมาแซงเข้าวินไปอย่างน่าเจ็บใจ ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หัวจิตหัวใจและสมาชิกของนักเตะลิเวอร์พูลเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนในซีซั่นนี้ “ เราฝันถึงการคว้าแชมป์ตั้งแต่ปีก่อน แต่พวกเราก็เสียแต้มจากผลเสมอมากเกินไป การได้เห็นซิตี้ฉลองแชมป์มันบาดใจพวกเราอย่างมาก แต่ความผิดหวังเหล่านั้นมันก็มีผลกระทบกับเราอยู่เหมือนกัน ”

    “ ปีนี้เรามองหาแต่ชัยชนะเท่านั้น การเสมอหรือแพ้ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในความคิดของเรา พูด ณ วันนี้มันอาจจะถึงจุดที่เราทำแต้มหลุดมือบ้าง แต่ตอนนี้เราชนะมาแล้ว15เกม เราพยายามหนีช่องว่างคะแนนกับทีมอื่นๆให้มากที่สุด เรามั่นใจในทีมแต่เราก็ยังให้เกียรติคู่แข่งเสมอ แมนซิตี้ก็ยังคงเป็นทีมที่เราไม่ควรประมาทอยู่ดี ”

    สุดท้ายแบ็คขวาทีมชาติอังกฤษก็ยังยืนยันว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าลิเวอร์พูลจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก “ ลิเวอร์พูลต้องการเป็นแชมป์ แต่โอกาสยังคงเปิดกว้างประวัติศาสตร์ของถ้วยใบนี้มีให้เห็นแล้วว่าทุกอย่างมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เราจะไม่ถือตัวเองว่าเป็นแชมป์จนกว่าแต้มของเราจะขาดลอยอย่างแท้จริง ”

ผีเเดง

     ข่าวการแต่งตั้งโชเซ่ มูรินโญ่เป็นผู้จัดการทีมของสเปร์ส นอกจากจะทำให้เด็กผีพากันสะดุ้งกันถ้วนหน้าแล้ว พวกเค้ายังต้องเตรียมใจรับความผิดหวังอีกต่างหาก เมื่อกุนซือชาวโปรตุเกสประเดิมสงครามจิตวิทยากับอดีตต้นสังกัดทันที ด้วยการประกาศจุดยืนว่าจะทำทีมโดยมีแฮรี่ เคนเป็นจุดศูนย์กลาง นั่นเท่ากับจะเป็นการปิดโอกาสที่กัปตันทีมชาติอังกฤษจะย้ายมาเป็นสมาชิกของปีศาจแดงโดยปริยาย

      นับตั้งแต่ผลงานของสเปอร์สตกลงไปอย่างฮวบฮาบก็ทำให้แฮรี่ เคนตกเป็นข่าวย้ายทีมมาโดยตลอด โดยบรรดากูรูลูกหนังต่างชี้นำให้กองหน้าวัย26ปีย้ายออกจากทีมไก่เดือยทองหากต้องการสัมผัสถ้วยรางวัล และดูเหมือนทีมที่มีข่าวเกี่ยวพันกับแฮรี่ เคนอย่างหนักก็คือแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดนั่นเอง แต่แล้วเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมอย่างกะทันหันก็ดูเหมือนจะทำให้โอกาสย้ายทีมของเคนนั้นเป็นหมันทันที เนื่องจากโชเซ่ มูรินโญ่จัดว่าเป็นผู้จัดการทีมที่มีสถิติคว้าถ้วยรางวัลกับทุกสโมสร จนอาจทำให้ตัวนักเตะเองยอมเปลี่ยนใจที่จะอยู่ช่วยทีมต้นสังกัดต่อไป

      รายงานระบุว่าโชเซ่ มูรินโญ่เลือกที่จะพูดคุยกับแฮรี่ เคนก่อนเป็นคนแรกเพื่อเหนี่ยวรั้งให้กัปตันทีมรายนี้ปักหลักอยู่กับสเปอร์สต่อไป นอกจากนี้ยังมีข่าวลืออีกว่าสเปอร์สยังแอบหวังว่าชื่อเสียงของมูรินโญ่จะทำให้สามนักเตะที่กำลังหมดสัญญาอย่าง ยาน แฟร์ตองเก้น,คริสเตียน เอริคเซ่น และโทบี้ อันเดอร์ไวเรลยอมต่อสัญญากับทีมออกไปอีกด้วย เนื่องจากนักเตะเหล่านี้กำลังจะหมดสัญญาในช่วงจบฤดูกาลนี้

ผีเเดง ผวาต่อเนื่องมีคิวที่จะเปิดบ้านรับไก่ในช่วงต้นเดือนธ.ค.

      นอกจากความผิดหวังที่จะไม่ได้กองหน้าตัวใหม่แล้วแฟนบอลผีแดงจำนวนไม่น้อยที่มีลางสังหรณ์ว่าสเปอร์สอาจบุกมาสร้างความเจ็บปวดให้กับพวกเค้าได้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เนื่องจากโปรแกรมพรีเมียร์ลีกในอีกสามนัดถัดไปแมนยูฯจะได้เปิดโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดต้อนรับการมาเยือนของสเปอร์สนั่นเอง

    สาวกผีแดงชักเริ่มเป็นกังวลว่ามูรินโญ่ที่อำลาพวกเค้าไปอย่างผู้แพ้ จะกลับมาล้างแค้นแมนยูฯในวันที่5ธันวาคมนี้ เนื่องจากกุนซือรายนี้รู้ไส้รู้พุงทีมเก่าเป็นอย่างดี อีกทั้งหากเทียบความสมบูรณ์ของทีมแล้วสเปอร์สมีขุมกำลังที่พร้อมกว่า ทำให้คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่โอเล่ กุนน่า โซลชาจะคว้าสามแต้มจากการดวลกันในครั้งนี้ แม้ว่าผลงานก่อนหน้านี้ฝั่งไก่เดือยทองจะดูน่าเป็นรองแมนยูฯก็ตาม

มังกรแดง

    ไรอัน กิ๊กกุนซือทัพมังกรแสนจะปลื้มใจเมื่อผลงานล่าสุดเค้าสามารถพาทีมเอาชนะฮังการีไปได้2-0ทำให้ได้ครองแชมป์กลุ่มอีเป็นที่เรียบร้อยพร้อมรับสิทธิไปเตะทัวว์นาเมนต์ชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป2020เป็นผลสำเร็จ ทั้งยังเป็นการพาทีมชาติเวลส์ทะลุเข้าไปเล่นในรายการชิงแชมป์ของทวีปยุโรปเป็นสมัยที่สองติดต่อกันอีกต่างหาก(ยูโร2016เวลส์ก็ได้ไปเล่นรอบสุดท้ายเช่นกัน)  

     ภายหลังจากที่แซงฮังการีขึ้นไปเป็นรองจ่าฝูงได้สำเร็จ ไรอัน กิ๊กก็ได้เผยถึงความยินดีในครั้งนี้ “ ลูกทีมของผลทุ่มเทกันอย่างเต็มที่ มันเป็นเกมชี้ชะตาของเรา แล้วเราก็ได้ผลการแข่งขันที่ต้องการ มันเป็นความประทับใจในฐานะโค้ชซึ่งผมจะไม่มีวันลืมอย่างเด็ดขาด ”

    “ เราสร้างสรรค์โอกาสได้ดีจนได้ประตูที่ต้องการแถมยังไม่เสียประตูอีกต่างหาก มันสะท้อนว่าทีมชาติเวลส์กำลังก้าวไปอีกขั้น เพราะฮังการีแทบจะไม่ได้สร้างความหนักใจอะไรให้กับเราเลย ”

    อย่างไรก็ตามอดีตปีกพ่อมดของแมนยูฯได้ตั้งแง่ว่าทัพมังกรแดงยังคงต้องยกระดับการเล่นในเกมรับให้ดียิ่งขึ้นเนื่องจากพวกเค้าลงเล่นในรอบแบ่งคัดเลือก8นัดแต่เสียประตูไปถึง7เม็ดด้วยกัน “ เกมรุกของเราไม่น่าห่วง แต่จุดที่เราต้องพัฒนาคือการตั้งรับแม้เราจะไม่เสียประตูให้ฮังการี แต่บอกเลยว่าคู่ต่อสู้ในรอบสุดท้ายจะมีแต่ทีมชั้นนำทั้งนั้น เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่จะรับมือพวกเค้า ”

กิ๊กมั่นใจแข้ง มังกรแดง ชี้ถึงทัวว์นาเมนต์จริงจะเก่งกว่านี้อีก

     ทีมชาติเวลส์แพ้ไป2เสมออีก2และชนะเพียงแค่4เกมซึ่งคิดเป็น50%สำหรับการลงเตะยูโรรอบคัดเลือกในกลุ่มอี ทว่าไรอัน กิ๊กก็ยังคงเชื่อมั่นในตัวลูกทีมทั้งหลายว่าจะสามารถทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่งมากขึ้นยามไปเล่นรอบสุดท้ายที่โปรตุเกส “ เวลส์ทำได้ดีในยูโรคราวก่อน และน่าจะดียิ่งขึ้นในครั้งนี้เนื่องจากนักเตะของเราหลายคนจะได้เล่นทัวว์นาเมนต์นี้เป็นครั้งที่สอง(แรมซี่ย์,เบล)พวกเค้ามีความกลมเกลียวกันอย่างเหลือเชื่อนั่นจะเป็นแต้มต่อที่อาจพาให้ทีมชาติเวลส์สร้างเซอร์ไพรซ์ได้อีกครั้ง ”

     เมื่อครั้งชิงแชมป์ยูโร2016ทีมชาติเวลส์เคยสร้างปรากฏการณ์ผ่านเข้าไปเล่นถึงรอบรองชนะเลิศอย่างสุดเซอร์ไพรซ์(เข้าไปแพ้โปรตุเกส0-2) โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานในรอบ8ทีมสุดท้ายที่ทัพมังกรแดงปราบเบลเยี่ยม(มีทั้งอาซาร์,เด บรอยด์,กอมปานี,แฟร์ตองเก้น)ไป3-1ชนิดที่หักปากกาเซียน จึงทำให้ไรอัน กิ๊กตั้งเป้าที่จะทำผลงานในยูโร2020ให้เข้ารอบลึกๆให้สำเร็จอีกครั้ง

เบล

    ความสัมพันธ์ระหว่างแกเร็ธ เบลและรีล มาดริดเริ่มยกระดับความบาดหมางแรงขึ้นไปอีกระดับ เมื่อปีกชาวเวลส์ทำการเฉลิมฉลองดีใจหลังจากที่ทีมมังกรแดงสามารถผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายในศึกชิงแชมป์ยุโรป2020ที่โปรตุเกสได้สำเร็จ ด้วยการเริงร่าผ่านธงชาติเวลส์ที่มีข้อความเย้ยหยันราชันย์ชุดขาวจนกลายเป็นภาพที่สร้างความไม่พอใจให้กับแฟนบอลรีล มาดริดเป็นอย่างมาก

    ในช่วงเบรกทีมชาติเดือนพฤศจิกายนแกเร็ธ เบลได้ให้เปิดเผยความรู้สึกอันน่าประหลาดใจเมื่อเค้ายืนยันว่าให้ความสำคัญกับทีมชาติเวลส์เป็นอันดับแรกรองลงมาก็คือกีฬากอล์ฟและต้นสังกัดรีล มาดริดคือสิ่งที่เค้าให้ความสำคัญเป็นอันดับสุดท้าย ซึ่งข้อความเชิงสัญลักษณ์ดังกล่าวก็ไปปรากฎบนธงชาติเวลส์ที่เจ้าตัวใช้ในการเฉลิมฉลองกับเพื่อนๆหลังเกมที่เบลสวมปลอกแขนกัปตันทีมพาทัพมังกรแดงเอาชนะฮังการีไป2-0 จนเป็นการการันตีว่าพวกเค้าจะได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายในศึกยูโร2020ช่วงกลางปีหน้าอย่างแน่นอนแล้ว

    โดยชนวนเหตุของความร้าวฉานในครั้งนี้ก็เป็นเหตุต่อเนื่องมาจากการที่เจ้าตัวโดนซีนาดีน ซีดานกีดกันออกจากทีมชุดใหญ่โดยอ้างว่ามีอาการบาดเจ็บจึงทำให้เบลไม่ได้ลงเล่นให้กับรีล มาดริดเลยมาตั้งแต่เดือนธันวาคม แต่ทีมชาติเวลส์ก็ยังเรียกตัวเค้ามาติดธงและมีชื่อออกสตาร์ทเป็นตัวจริงมาโดยตลอด จนทำให้เจ้าตัวออกโรงประชดประชันต้นสังกัดที่ไม่ให้ความสำคัญกับตัวเองเท่าที่ควร

เบล เป็นเป้าโจมตีสื่อสเปนทั้งเรียกร้องให้ชุดขาวลงโทษทางวินัย

    หลังเหตุการณ์ชูธงหยามรีล มาดริดในครั้งนี้ทำให้สื่อดังในสเปน(มาร์ก้า)ลงข่าวตำหนิพฤติกรรมของแกเร็ธ เบลอย่างหนัก และเรียกร้องให้ซีนาดีน ซีดานลงดาบกับการกระทำอันขาดความเคารพต่อสโมสรต้นสังกัดอีกด้วย(รับค่าเหนื่อยก้อนโตจากรีล มาดริดแต่กลับประกาศว่ากระหายที่จะเล่นให้ทีมชาติเวลส์มากกว่า ซะงั้น!)

     อย่างไรก็ตามดูเหมือนท่าที่จากซีนาดี ซีดานจะไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากกุนซือชาวฝรั่งเศสมองว่าข้อความบนธงเจ้าปัญหานั้นไม่ใช่คำหยาบคายใดๆแต่เป็นคำเปล่าๆที่ถูกตีความกันไปเองจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะกล่าวโทษปีกจรวดวัย30กะรัตรายนี้ได้ อีกทั้งต่อให้ไม่โดนลงดาบทางวินัยแกเร็ธ เบลก็แทบจะไม่มีส่วนร่วมกับทีมชุดใหญ่ของรีล มาดริดอยู่แล้ว โดยมีความเป็นไปได้สูงที่เบลจะย้ายจากถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาบิวในช่วงหลังปีใหม่ โดยมีความสนใจจากทั้งแมนยู,สเปอร์ส และอีกหลายทีมจากไชนีส ซุปเปอร์ลีก

หงส์เเดง

     สาวกเดอะค็อปคงทราบกันดีว่าเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมาลิเวอร์พูลก็แทบจะไม่ได้จ่ายเงินเสริมทัพเท่าไหร่นัก ซึ่งแท้ที่จริงแล้วทั้งหมดเป็นหมากที่เจอร์เกน คล็อปป์วางไว้นั่นคือเค้าต้องการรวบรวมงบประมาณให้เป็นก้อนใหญ่แล้วเซ็นสัญญากับนักเตะระดับบิ๊กดีลเพียงรายเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ คีลิยัน เอ็มปั๊ปเป้ หัวหอกตัวเก่งของปารีส แซงต์ แชร์กแมงนั่นเอง

     คีลิยัน เอ็มปั๊ปเป้ ได้รับความสนใจจากทีมอย่างรีล มาดริด และบาเซโลน่ามาโดยตลอด ทว่าแหล่งข่าวในอังกฤษระบุว่ายักษ์ใหญ่แห่งแดนกระทิงคงยังไม่มีปัญญาที่จะเซ็นดาวยิงวัย20กะรัตในช่วงเดือนมกราคมนี้อย่างแน่นอน เนื่องจากต่างสูญเงินกับการเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์ไปแล้ว ทำให้ไม่อาจรับข้อเสนอที่มีมูลค่ามากกว่า200ล้านปอนด์ของเอ็มปั๊ปเป้ได้ ต่างกับลิเวอร์พูลที่ดูเหมือนจะอั้นงบประมาณไว้สำหรับดีลนี้โดยเฉพาะ

     ร่ำลือกันว่าลิเวอร์พูลพร้อมยื่นเม็ดเงิน215ล้านปอนด์ให้กับเปเอสเชพิจารณาทันทีในช่วงเดือนมกราคม เนื่องจากเจอร์เกน คล็อปป์ต้องการตัวเอ็มปั๊ปเป้มาช่วยกรุยทางคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกให้จงได้นั่นเอง

คล็อปป์ยัน หงส์เเดง สนใจปั๊ปเป้แต่ต้องตัดใจเพราะไม่มีตังค์

      คีลิยัน เอ็มปั๊ปเป้ก้าวขึ้นมาจากทีมเยาวชนของโมนาโกและคว้าแชมป์ลีกเอิง(กับโมนาโก)ได้ตั้งอายุเพียง16ปีเท่านั้น ก่อนจะย้ายมายกระดับฝีเท้ากับปารีส แซงต์ แชร์กแมงจนทำให้เจ้าตัวมีสถิติยิงรวมกัน69ประตูทำทาง36แอสซิสต์จากการลงเล่นไปเพียง98เกม จากผลงานดังกล่าวก็ทำให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นอีกทีมที่อยากได้ตัวมาร่วมทีม

       “ ไม่มีผู้จัดการทีมคนไหนไม่อยากร่วมงานกับเค้าหรอก เค้าคือเด็กมหัศจรรย์ ผมเองเป็นหนึ่งในนั้นแน่นอน เค้าจะช่วยยกระดับการเล่นให้กับทุกทีมที่ย้ายไปอย่างไม่ต้องสงสัย แต่…เราต้องอยู่กับความจริง เม็ดเงินระดับ200ล้านปอนด์มันห่างไกลความเป็นไปได้สำหรับลิเวอร์พูล ผมไม่คิดว่าเราจะได้เซ็นสัญญากับเค้า ”

      เจอร์เกน คล็อปป์ยังได้บอกอีกว่าสนนราคาดังกล่าวไม่ใช่เพียงลิเวอร์พูลเท่านั้นเค้ายังมองไม่เห็นเลยว่าจะมีสโมสรไหนที่จะทำการเจรจาดีลนี้กับทีมแชมป์ลีกเอิงได้ “ ผมคิดว่ามันเป็นราคาที่ตั้งไว้เพื่อไล่ทีมที่สนใจให้หนีหายออกไป มันไม่ใช่แค่เราหรอกที่ต้องเดินหนี ผมว่าทีมอื่นๆก็คงไม่ต่างกัน สำหรับตลาดช่วงหน้าหนาวเม็ดเงินระดับนี้มีไว้ลองใจว่าคุณกล้าพอไหมละ? ถ้ากล้าพอเราก็มาคุยกัน ”

บัลเบเด้

   ผลงานของบาเซโลน่าในสองเกมหลังสุดนั้นถือว่ากลับมาวิกฤตอีกครั้งเมื่อพวกเค้าไม่ชนะใครเลย โดยเฉพาะเกมยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกนัดล่าสุดที่บาซ่าได้ลงเล่นในคัมป์นูแต่ก็ไม่อาจทำยิงประตูสลาเวีย ปรากได้เลยจนผลสกอร์ลงเอยที่แบ่งแต้มกันไปอย่างน่าเบื่อ ซึ่งไม่เพียงแค่แฟนบอลเจ้าบุญทุ่มเท่านั้นไม่แฮปปี้ เพราะรองกัปตันทีมอย่างเคราร์ด ปิเก้ก็ยังออกมาตำหนิเพื่อนร่วมทีมว่าเล่นกันอย่างไร้ไอเดียแบบสุดๆ

   บาเซโลน่าสร้างโอกาสยิงทั้งหมด12ครั้งในการดวลกับสลาเวีย ปรากทว่าพวกเค้าก็ไม่สามารถเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้เป็นประตูได้เลย “ พวกเราเล่นลงเล่นกันอย่างเลื่อนลอย เราขาดแรงกระตุ้น แน่นอนปรากไม่อยากแพ้พวกเค้าตั้งรับได้อย่างยอดเยี่ยม ในขณะที่เราเองก็ดูไม่กระฉับกระเฉงอย่างเคย นั่นทำให้เราไม่มีสกอร์ในวันนี้ ”

   “ บาซ่าเคยมีมาตรฐานที่ดีกว่านี้ วันนี้เราทำได้อย่างน่าผิดหวัง การขาดผู้เล่นอย่างซัวเรสไปไม่ใช่ข้ออ้าง นักเตะของบาซ่ามีหน้าที่สำคัญคือการเอาชนะไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือแย่แค่ไหนก็ตาม เราต้องกลับมาให้เร็วที่สุด ” แนวรับวัย32กะรัตกล่าวกระตุ้นทีม

บัลเบเด้ อยู่ยากขึ้นเรื่อยๆเมื่อผลงานบาเซโลน่ายังไม่กระเตื้อง

    นับตั้งแต่เปิดฤดูกาลมาเฮอร์เนสโต้ บัลเบเด้ก็อยู่ภายใต้แรงกดดันมาตลอดเนื่องจากผลงานที่ไม่แน่นอน และผลงานการเสมอกับสลาเวีย ปรากนี้ในบ้านแม้ถือว่าไม่เลวร้ายเนื่องจากอันดับในตารางกล่มเอฟบาซ่าก็จะยังคงเป็นจ่าฝูงต่อไป แต่ในอีกแง่ก็กลายเป็นโอกาสที่จะทำให้ทั้งดอร์ทมุนด์และอินเตอร์ต่างยังมีหวังเข้ารอบด้วยกันทั้งคู่เมื่อแต้มในกลุ่มยังไม่ขาด และอินเตอร์ที่รั้งอันดับสามอยู่ในเวลานี้ก็จะได้เล่นเกมสุดท้ายในจูเซปเป้เมอัซซ่ารับมือกับบาซ่าอีกด้วย

     นอกจากโอกาสตกรอบในถ้วยยุโรปจะยังมีอยู่ ข่าวลือที่โรนัลด์ คูมันน์จะเข้ามารับหน้าที่ผู้จัดการทีมบาเซโลน่าคนใหม่ก็ดูจะไม่ส่งผลดีต่อการทำงานของบัลเบเด้เลย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีข่าวลือจากฝั่งสเปนที่ระบุว่านักเตะในทีมบาเซโลน่าเองบางรายก็เริ่มที่จะหมดศรัทธาในตัวกุนซือคนปัจจุบันแล้ว เนื่องจากพวกเค้ามองว่าแท็กติกของบัลเบเด้นั้นไม่ดุดันเท่าที่ควร ว่ากันว่าแกนนำนักเตะที่พร้อมงัดข้อกับบัลเบเด้ก็มีเคราร์ด ปีเก้,อาตูโร่ วิดาล และอีวาน ราคิติชเป็นแกนนำนั่นเอง

เดสท์

   ในฐานะแฟนบอลถ้าเราถามคุณว่าทีมชาติฮอลแลนด์กับทีมชาติสหรัฐอเมริกาทีมไหนจะมีโอกาสคว้าแชมป์โลกได้มากกว่ากัน? แน่นอนว่าคำตอบเกินครึ่งก็ต้องเทใจไปยังทีมชาติฮอลแลนด์ ทว่าสำหรับฟูลแบ๊คดาวรุ่งของอาร์แจ๊ก อัมสเตอร์ดัมนามว่า เซอร์จิโอ้ เดสท์แล้วเค้ากลับมองว่าฟุตบอลลูกกลมๆทำไมทัพลุงแซมจะประสบความสำเร็จในเชิงลูกหนังระดับชาติกับเค้าไม่ได้แต่ทีเด็ดกว่าคือแบ็คขวาวัย18กะรัตรายนี้มีโอกาสที่จะได้เล่นให้ทีมชาติฮอลแลนด์ชุดใหญ่ทว่าเดสท์โอกาสนั้นแล้วเลือกรับใช้ทีมมะกันอย่างหน้าตาเฉย

    “ เหมือนผมเดินมาถึงทางแยก ทางหนึ่งก็เป็นโอกาสจากทีมชาติฮออแลนด์ประเทศที่สอนผมเล่นฟุตบอล อีกทางหนึ่งก็เป็นทีมชาติสหรัฐที่ให้โอกาสผมลงเล่นในระดับเยาวชนมาในทุกช่วงอายุ เมื่อผมทบทวนอย่างดีแล้วผมเลือกที่จะทำตามหัวใจตัวเองนั่นคือการขอรับใช้ทีมชาติสหรัฐ ผมได้อยู่ร่วมกับทีมชาติสหรับฯชุดเล็กมาอย่างต่อเนื่อง เราโตมาด้วยกันและผมมีความเชื่อมั่นว่าพวกเรา(ทีมชาติสหรัฐฯ)มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จตามแนวทางฟุตบอลของเราเอง ” เซอร์จิโอ้ เดสท์นักเตะที่เพิ่งก้าวขึ้นมารับใช้อาร์แจ๊ก อัมสเตอร์ดัมได้เพียง16นัดกล่าวอย่างมุ่งมั่น

เดสท์ หวังพัฒนาฝีเท้ากับอาร์แจ๊กเพื่อนำประสบการณ์ไปช่วยชาติ

    เซอร์จิโอ้ เดสท์ติดทีมชาติสหรัฐฯไล่เรียงมาตั้งชุดอายุต่ำกว่า17ปี และ20ปี กระทั่งเพิ่งจะติดทีมชาติชุดใหมญ่ในปีนี้(2019)หลังจากทำผลงานกับอาร์แจ๊ก อัมสเตอร์ดัมได้อย่างน่าประทับใจด้วยการทำทางให้เพื่อน4แอสซิสต์จากการลงเล่น9นัดในลีกดัตซ์ “ ผมพร้อมที่จะเรียนรู้และรับมือกับทุกอย่างที่ผ่านมาเข้ามา อาร์แจ็กมอบโอกาสที่วิเศษให้กับผม และผมต้องพิสูจน์ตัวเองให้ว่าผมคู่ควรที่จะได้รับมัน ผมมั่นใจว่าผมจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ นั่นเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญเช่นกัน ผมอยากประสบความสำเร็จในระดับทีมชาติด้วย สหรัฐฯจะต้องเต็มที่ในทุกทัวร์นาเมนต์และตัวผมเองก็พร้อมที่จะทุ่มเททุกอย่างเพื่อช่วยทีม ” เดสท์ผู้เล่นหมายเลข28ของอาร์แจ็กพูดปลุกใจ

     ด้านเคร็ก เบอร์ฮอลเตอร์ผู้จัดการทัพมะกันก็ได้ออมาชื่นชมดาวรุ่งรายนี้เช่นกันที่ยอมปลงรับใช้ทีมชาติสหรัฐอเมริกา “ ผมประทับใจในทัศนคติของเซอร์จิโอ้อย่างมาก เค้าเป็นเด็กหนุ่มที่ซื่อสัตย์และจริงใจกับความต้องการของตัวเอง ที่เยี่ยมที่สุดคือเราได้นักเตะชั้นดีอย่างเค้ามาเป็นตัวเลือกในระดับทีมชาติ ผมเห็นด้วยกับเค้า(เซอร์จิโอ้ เดสท์)ทีมชาติสหรัฐฯจะพัฒนาได้อีกไกลในเจนเนอเรชั่นต่อไป ” เทรนเนอร์วัย46ปีตั้งเป้าหมาย

ฮาร์มันน์

    การได้มาซึ่งสตาร์อย่างฟิลิปเป้ คูตินโญ่ก็ทำให้แฟนบอลเสือใต้จำนวนไม่น้อยหัวใจพองโต ยิ่งเมื่อเจ้าตัวเริ่มมีชื่อทำสกอร์ และทำแอสซิสต์ให้เพื่อนขึ้นมาได้บ้างก็ยิ่งทำให้แฟนบอลส่วนใหญ่พร่ำเพ้อกันไปต่างๆนาๆว่าฟอร์มเทพของอดีตผู้เล่นลิเวอร์พูลกลับมาแล้ว ทว่าหลังจากผลงานในลีกของบาเยิร์น มิวนิคต้องสะดุดลงพร้อมสถิติการเสียประตูที่เลวร้าย3เกมหลังสุดพวกเค้าเสียถึง5ประตู จึงทำให้ดีทมาร์ ฮาร์มันน์อดีตกองกลางทัพอินทรีเหล็กต้องออกมาดักคอสาวกเสือใต้ว่าอย่าเพิ่งประเมินผลงานของคูตี้เกินจริงไปนัก เพราะเท่าที่เห็นดาวเตะแซมบ้ายังไม่ได้ทำผลงานแบบเป็นชิ้นเป็นอันได้เลย

     ดีทมาร์ ฮาร์มันน์ซึ่งเมื่อครั้งเป็นนักเตะก็เคยรับลิเวอร์พูลทีมเก่าของคูตินโญ่เช่นกัน ได้ออกมาตั้งแง่ว่าผลงานของคูตี้นั้นยังห่างไกลกลับคำว่ายอดเยี่ยมมากนัก “ คูตี้ปรับตัวได้ดีขึ้นบ้างเล็กน้อย แต่เราอย่าใช้ว่าโดดเด่นกับเค้าเชียว เค้ายังไม่ใกล้เคียงกับฟอร์มที่เคยทำได้ก่อนย้ายไปบาซ่าเลยซักนิด คูตี้ในตอนนี้ยังไม่ใช่คนที่จะกำหนดทิศทางเกมรุกให้กับบาเยิร์นได้อย่างเบล็ดเสร็จ ผมคิดว่าต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่เลยนะ อีกสิ่งหนึ่งที่เค้าต้องพัฒนาถ้าอยากสำเร็จที่นี่คือการเล่นเกมรับ เค้าต้องทำตัวให้มีประโยชน์เวลาที่ไม่มีบอลด้วย เห็นได้ชัดเลยว่าเค้ายังต้องแก้ไขอีกหลายจุด ” ฮาร์มันน์ในวัย46ปีวิเคราะห์ได้อย่างน่าสนใจ

ฮาร์มันน์ แย้งไม่ง่ายที่พี่เสือจะซื้อขาดหากคูตี้เล่นได้แค่นี้

   หลังผ่านการลงสนามไป10เกมจากทุกรายการ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ยิงไปแล้ว2ประตูพร้อมทำทางให้เพื่อนอีก4แอสซิสต์แม้ว่าจะเป็นผลงานที่ไม่เลว ทว่าดีทมาร์ ฮาร์มันน์กลับมองว่ายังถือว่าไม่เข้าตาถ้าเทียบกับความคาดหวังของบาเยิร์น มิวนิค “ บาเยิร์นทุ่มเทอย่างมากในการดึงตัวคูตี้มาจากบาเซโลน่า เพราะทีมคาดหวังอะไรที่แตกต่าง ฉะนั้นบอกเลยว่าแค่2ประตูกับ4แอสซิสต์ยังบอกอะไรไม่ได้ คูตี้ต้องสร้างมาตรฐานให้ตัวเองในระดับสมบูรณ์แบบหากคาดหวังว่าจะได้อยู่กับทีมแบบถาวร เค้าต้องจ่ายบอลทีเด็ดทีขาดให้ทีมบ่อยกว่านี้ และทำประตูให้ได้ซัก10ลูกขึ้นไป ”

   “ คูตี้เป็นยอดนักเตะเงื่อนไขซื้อขาดก็ไม่ใช่เงินน้อยๆ(120ล้านยูโร)คูตี้ต้องพาทีมประสบความสำเร็จแบบจับต้องได้เสียก่อนถึงจะไปคาดหวังจุดนั้น แต่สำหรับตอนนี้เค้าต้องตั้งหน้าตั้งตาเค้นฟอร์มให้ดียิ่งๆขึ้นไปให้ได้ ” อดีตมิดฟิลด์หงแดงกล่าวทิ้งท้าย

ยาดิม

    โมนาโกเริ่มต้นลีกเอิงฤดูกาล2019/20ด้วยการแพ้ย่อยยับต่อโอลิมปิคลียงถึง0-3จากนั้นฟอร์มพวกเค้าก็ดิ่งต่อเนื่องจนร่วงลงมาอยู่ในโซนท้ายตาราง ร้อนให้กุนซือเลโอนาโด้ ยาดิมต้องไปดึงตัวแนวรุกอย่างวิสซาม เบน เยดเดอร์ และอิสลาม สลิมานี่เข้ามาเสริมทัพในช่วงก่อนปิดตลาดซื้อขายผู้เล่น ภายหลังจากที่ใช้เวลาปรับตัวกับทีมอยู่พักใหญ่กระทั่งในเวลานี้ทั้งคู่เริ่มเข้าขารู้ใจช่วยทีมยิงได้อย่างต่อเนื่องจนพาโมนาโกหลุดโซนตกชั้นขึ้นมารั้งอันดับ14ในตารางลีกเอิงเป็นที่เรียบร้อย

    แม๊ตซ์ล่าสุดโมนาโกเปิดบ้านเฉือนแรนส์ไปอย่างสุดมันส์3-2ซึ่งหลังจบเกมกุนซือเลโอนาโด้ ยาดิมก็ได้เอ่ยชมผลงานของคู่หัวหอกวิสซาม เบน เยดเดอร์ และอิสลาม สลิมานี่ที่ต่างมีชื่อทำสกอร์กันทั้งคู่จากเกมนี้ “ ผมเชื่ออยู่เสมอว่าเรามีคู่กองหน้าที่สุดอันตราย พวกเค้า(เบน เยดเดอร์ และสลิมานี่)พิสูจน์ให้แฟนบอลได้เห็นแล้วผ่านชัยชนะในวันนี้ เบนเยดเดอร์ และสลิมานี่เริ่มเข้าขากันมากขึ้น มันเป็นงานยากที่จะหยุดพวกเค้า เราหวังว่าทั้งคู่จะสร้างความสุขให้พวกเราในทุกๆเกม ” ยาดิมเทรนเนอร์ผู้เคยพาโมนาโกเถลิงแชมป์ลีกน้ำหอมในซีซั่น2016/17กล่าวชื่นชม

โมนาโกจะแกร่งขึ้นกว่านี้อีกหากได้โกโลวินกลับมาช่วยปั้นเกม ยาดิม กล่าว

   เลโอนาโด้ ยาดิมยังได้กล่าวชมเชยผู้เล่นคนอื่นๆที่ช่วยกันอย่างเต็มที่ในเกมที่เอาชนะแรนส์3-2 “ พวกเรากลับมาได้เยี่ยม นี่คือปฏิกริยาที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงถ้าเทียบในเกมกับมงต์เปริเย่ร์(โมนาโกแพ้1-3) โมนาโกกระหายชัยชนะมากกว่า เราสู้ไม่ถอยในจังหวะที่เราตามหลัง1-2แต่เราก็ยังกลับมาได้มันเป็นโมเมนต์ที่ยอดเยี่ยม เราต้องรักษาทัศนคติทที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้เอาไว้เพื่อที่จะกลับไปสู่ตำแหน่งที่เราต้องการ(พื้นที่ยุโรป) ”

   นอกจากนี้กุนซือชาวโปรตุเกสยังได้กล่าวเสริมอีกว่าโมนาโกจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นอีกถ้าได้ผู้เล่นตัวหลักกลับมา “ ผมพอใจกับเกมของเราในวันนี้ เราสู้ได้ดีแม้ว่าจะขาดผู้เล่นสำคัญไปหลายคนทั้งผู้เล่นบาดเจ็บและติดโทษแบน เรายังมองโลกในแง่ดียังเหลือเกมให้เราเล่นอีกมาก ผมมั่นใจว่าหากทีมเราได้ผู้เล่นตัวหลักกลับมาพร้อมหน้าเรามีดีพอที่จะทำอันดับไปเตะถ้วยยุโรปนั่นคือเป้าหมายของเรา ” ยาดิมกล่าวอย่างมีความหวัง โดยในเวลานี้โมนาโกลงเล่นไปแล้ว10เกมแต่มีเพียง12คะแนน อย่างไรก็ดีพวกเค้ายังมีโอกาสที่จะกลับไปลุ้นหัวตารางเนื่องจากโอลิมปิค มาร์กเซยทีมอันดับ4ที่(ได้สิทธิไปเตะถ้วยยูโรป้าลีกส์)มีเพียง16คะแนน ซึ่งห่างกับพวกเค้าเพียง4แต้มเท่านั้น