แมนยู

   แม้จะเริ่มต้นซีซั่นได้อย่างน่าประทับใจด้วยการไล่ยำเชลซีไปแบบหมดรูป4-0 ทว่านัดต่อมาแมนยู ก็พลาดท่าเสมอวูล์ฟแธมป์ตันไปอย่างน่าเสีย 1-1 จนชวดโอกาสที่จะแซงลิเวอร์พูลขึ้นไปเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก ซึ่งนักเตะอาวุโสของปีศาจแดงอย่างพอล ปาร์คเกอร์ได้ออกมาวิเคราะห์ถึงปัญหาในพื้นที่ฟูลแบ็คฝั่งซ้ายของแมนยู ที่ดูเหมือนจะไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับทีมได้เลยไม่ว่าจะเป็นในแง่เกมรุกหรือรับก็ตาม

ปาร์คเกอร์พุ่งเป้าลุคชอร์อ้วนเชื่องช้าไม่เหมาะกับบอลสไตล์ แมนยู

   พอล ปาร์คเกอร์ผู้เคยลงเล่นให้แมนยูในตำแหน่งแบ็คขวา(ยุคก่อนแกรี่ เนวิลล์)ได้วิเคราะห์ผลงานของทีมรักไว้อย่างน่าสนใจ “ เดิมทีผมไม่ชอบที่มูรินโญ่พูดถึงลุค ชอร์ เค้าอายุยังน้อยและเพิ่งได้รับบาดเจ็บรุนแรง แต่ผู้จัดการทีมกลับไม่ช่วยเหลือใดๆเค้าเลย ยิ่งพอเปลี่ยนผู้จัดการทีมเป็นโซลชา ผมยังเชื่อว่าชอร์จะมีโอกาสพิสูจน์ฝีเท้าและคำสบประมาทจากที่แล้วมา ”

   “ แต่วันนี้ผมว่าชอร์ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ใช่ตัวเค้าหนาขึ้นแต่มันไม่ใช่การการมีกล้าเนื้อที่แข็งแกร่ง มันแค่อ้วนขึ้น เค้าเชื่องช้า ความคล่องตัวก็หายไป เค้าไม่สามารถเติมเกมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เค้าทำตัวเองให้ต่ำลงจนผมเริ่มคิดว่ามูรินโญ่พูดถูก ชอร์กำลังกลายเป็นจุดอ่อนของแมนยู ” ฟูลแบ็ครุ่นนี้กล่าวโจมตีแบ็คซ้ายวัย24ปี

   “ ชอร์เล่นฟุตบอลแบบโบราณ พื้นที่ฟูลแบ็คในยุคนี้คุณต้องมีพลังอันล้นเหลือ เติมเกมได้ตั้งรับดี คุณดูแอนดรู โรเบิร์ตสันของลิเวอร์พูลซิ แต่สำหรับชอร์เค้าไม่มีการเลี้ยงผ่านคู่แข่งเลย เค้าเล่นบอลทื่อ ได้แต่วิ่งไล่บอลไปมา ใช่มันอาจไม่ขี้เหล่ แต่สำหรับผมมันยังดีไม่พอสำหรับยูไนเต็ด ซึ่งมูรินโญ่พูดถูกว่าเกมกับเชลซีนั้นบ่อยครั้งแฮรี่ แม็คไกวร์ต้องเข้ามาช่วย ” ปารคเกอร์บ่นอย่างหัวเสีย

   ลุค ชอร์ที่ปัจจุบันรับผิดชอบพื้นที่แบ็คซ้ายในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดนั้นดูอ้วนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องนับแต่เปลี่ยนกุนซือมาเป็นโอเล่ กุนน่า โซลชา  โดยแบ๊คซ้ายเลือดผู้ดีมีสัญญากับปีศาจแดงถึงปี2023 ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในผลงานของเหล่ากูรูลูกหนังแต่อดีตเด็กปั้นนักบุญก็ยังคงเป็นนักเตะที่โซลาถือหางต่อไป โดยแบ็คซ้ายทีติดทีมชาติอังกฤษมาแล้ว8นัด ลงเล่นในยูนิฟอร์มปีศาจแดงไปแล้วทั้งหมด107เกมและเพิ่งประเดิมยิงประตูแรกได้เมื่อซีซั่นที่ผ่านมาในเกมกับเลสเตอร์ ซิตี้

เวสต์แฮม

   นาทีนี้ไม่มีใครที่จะชีวิตดี๊ดีเท่ากับอาเดรียนนายประตูหน้าใหม่ของลิเวอร์พูลอีกแล้ว ก็มีอย่างที่ไหนเพิ่งย้ายมาไม่นานแถมเพิ่งจะได้รับโอกาสลงเล่นไปไม่ถึงสองเกมดี(สำรอง1เกม/ตัวจริง1เกม)ก็ได้ฉลองแชมป์กับเค้าแล้ว(คว้าแชมป์ยูฟ่าซุปเปอร์คัพ2019/20) จนทำให้มานูเอล เปเยกรีนี่เจ้านายเก่า(กุนซือเวสต์แฮม)ถึงกับออกปากเสียดายเมื่อเห็นผลงานของอดีตมือกาวชาวสเปน

อาเดรียนเด็กเก่า เวสต์แฮม งงดิครับเดือนที่แล้วยังตกงานอยู่เลยก่อนได้เฮกับหงส์

  แท้จริงแล้วอาเดรียนย้ายเข้ามายังแอนฟิลด์ในฐานะนายทวารตัวสำรอง ทว่าในเกมนัดเปิดฤดูกาลของลิเวอร์พูลนั้นอลิสซง เบ็กเกอร์ผู้รักษาประตูมือหนึ่งกลับได้รับบาดเจ็บอย่างโชคร้าย ทำให้อาเดรียนถูกหยิบมาใช้งานเร็วเกินความคาดหมาย และมือกาวชาวสเปนก็ไม่ทำให้ชาวเดอะค็อปต้องผิดหวัง เมื่อช่วยเซฟจุดโทษในเกมยูฟ่าซุปเปอร์คัพจนพาลิเวอร์พูลประเดิมแชมป์แรกของซีซั่นใหม่ได้สำเร็จ “ เมื่อเดือนก่อนผมยังเป็นนักเตะอิสระที่ยังไม่รู้อนาคตเลยว่าจะมีทีมไหนอนุญาตให้ผมได้เล่นฟุตบอลไหม แต่ตอนนี้ผมอยู่ในสีเสื้อของลิเวอร์พูลแถมคว้าแชมป์แรกในตลอดอาชีพการเป็นนักฟุตบอลอีกต่างหาก มันสุดยอดไปเลย ” อดีตประตูเวสต์แฮมกล่าวอย่างชื่นใจ
   ขณะเดียวกันมานูเอล เปเยกรีนี่ผู้ที่ตัดสินใจปล่อยตัวอาเดรียนพ้นทีมไปในช่วงสิ้นสุดฤดูกาลที่ผ่านมาก็ได้ออกมาแสดงทัศนะเช่นกัน “ ผมเห็นอาเดรียนได้แชมป์กับลิเวอร์พูล มันน่าดีใจจริงๆที่เห็นเค้าได้รับสิ่งนี้ อาเดรียนเป็นผู้รักษาประตูที่ดีมีความเป็นมืออาชีพ แต่เมื่อปีที่แล้วเค้ามีปัญหาบางอย่าง นั่นทำให้เค้าไม่ได้เล่นมากนักและที่จริงเราอยากให้เค้าอยู่ต่อ แต่ก็เข้าใจว่าเราคงไม่สามารถรับปากเค้าได้ว่าจะได้รับโอกาสลงเล่นมากน้อยแค่ไหน นั่นทำให้เราตกลงปล่อยตัวเค้าออกจากทีม สุดท้ายเค้าได้เซ็นสัญญากับทีมอย่างลิเวอร์พูลและสามารถช่วยทีมได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ผมดีใจกับเค้าจริงๆ ”

   อาเดรียนเป็นผู้รักษาประตูที่มาหากินในพรีเมียร์ลีกตั้งแต่ปี2013 และมีประสบการณ์เฝ้าเสาให้เวสต์แฮมมาแล้วกว่า150เกม นั่นทำให้ดีลการเซ็นฟรีมือกาวชาวสเปนของลิเวอร์พูลในครั้งนี้ เป็นดีลที่คุ้มค่าจริงๆสำหรับเจอร์เกน คล็อปป์ ซึ่งการได้แชมป์ใบแรกในชีวิตของอาเดรียนคงช่วยเพิ่มความมั่นใจให้นายประตูวัย32ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเจ้าตัวยังคงจะได้รับบทเฝ้าเสาไปอีกอย่างน้อยร่วมเดือน เนื่องจากอลิสซง เบ็กเกอร์นั้นต้องพักรักษาตัวต่อไปอย่างน้อย6-8สัปดาห์

แมนซิตี้

   เป๊ป กวาร์ดิโอล่านำแมนเชสเตอร์ซิตี้คว้าแชมป์คอมมูนีตี้ชิลด์(เอาชนะจุดโทษเหนือลิเวอร์พูล5-4ภายหลังจากที่เสมอกันในเกม1-1)อันเป็นการประเดิมผลงานก่อนเปิดฤดูกาลของพรีเมียร์ลีกได้อย่างน่าชื่นชม ทว่ามีประเด็นที่น่าสนใจที่ตามมาก็คือรายชื่อทีมของเป๊ปในเกมดังกล่าวนั้นไม่มีชื่อของริยาร์ด มาเรซอยู่ในลิสต์รายการเลยแม้กระทั่งในส่วนของตัวสำรอง นำพาให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าปีกตัวเก่งชาวแอลจีเรียนั้นมีปัญหาขัดแย้งกับเป๊ปหรือเปล่า จนเป็นเหตุให้โดนกีดกันออกจากทีมไปเช่นนี้

เป๊ปนายใหญ่ แมนซิตี้ แจงไม่มีเกาเหลาใดๆเกรงมาเรซไม่ผ่านโด๊ปเลยคัดชื่อออก

  แมนซิตี้เพิ่งจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อซีซั่นที่แล้วซึ่งนับเป็นแชมป์สมัยที่สองติดต่อกัน แม้จะได้ฉลองกับทีมเรือใบแต่ ริยาร์ด มาเรซก็ไม่ค่อยได้รับโอกาสลงสนามมากนัก แถมเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเจ้าตัวยังต้องมาโดนตัดออกจากทีมในเกมคอมมูนีตี้ชิลด์นัดล่าสุดอีก ทำให้นักข่าวต้องออกปากถามเรื่องนี้กับเป๊ป กวาร์ดิโอล่า และอดีตกุนซือบาซ่าก็ออกรับทันทีว่าเค้าทำไปด้วยเหตุผลล้วนๆ “ ริยาร์ดไม่มีชื่อด้วยเหตุผลทางด้านสุขภาพ เค้าทานยาบางอย่างเพราะอาการป่วยส่วนตัวซึ่งทีมแพทย์ของเราไม่แน่ใจว่ามันคือตัวยาชนิดไหน เราจึงเป็นกังวลว่าหากเค้าไม่ผ่านการตรวจโด๊ปมันจะยิ่งยุ่งยาก หลังจากหารือกันแล้วเราจึงตัดสินใจที่จะไม่ใส่ชื่อเค้าในเกมนี้ ”

   “ เราเข้าใจว่ามันคงน่าผิดหวังสำหรับเค้า แต่เราไม่อยากเสี่ยงเพราะมันจะเป็นผลร้ายกับทุกฝ่าย ทีมแพทย์ของเราก็พยายามที่จะระบุรายละเอียดของตัวยานั้นแล้วแต่มันไม่ทันจริงๆ ” กระนั้นนายใหญ่ชาวสเปนก็ยังจุดประกายความหวังกับมาเรซ “ แมนซิตี้มีเกมลงเตะมากมาย เราจึงต้องมีทีมนักเตะที่ใหญ่และพร้อมกับสถานการณ์ที่หลากหลาย ไม่ต้องสงสัยเลยริยาร์ดคือหนึ่งในทางเลือกของเรา เค้าเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมในการซ้อมเสมอ และผมหวังว่าเค้าจะพร้อมลงสนามในเกมเปิดฤดูกาลกับเวสต์แฮม ”

   ริยาร์ด มาเรซสร้างชื่อกระฉ่อนด้วยการพาเลสเตอร์ ซิตี้เถลิงแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกเมื่อปี2015/16 ด้วยผลงานส่วนตัว17ประตูกับอีก11แอสซิสต์ นับแต่บัดนั้นเจ้าตัวก็กลายเป็นนักเตะที่เนื้อหอมเบอร์ต้นของพรีเมียร์ลีกมาโดยตลอด กระทั่งทีมตราเรือใบยอมควักเงินกว่า60ล้านปอนด์เพื่อดึงตัวมาร่วมทีม ทว่าเมื่อย้ายมาสวมยูนิฟอร์มสีฟ้าขาวแล้วตัวรุกวัย28ปีกลับต้องตกเป็นเพียงตัวสำรองเนื่องจากแมนซิตี้อุดมไปด้วยตัวรุกขั้นเทพ อาทิ ราฮีม สเตอริ่ง,แบร์นาโด้ ซิลวา และรีลอย ซาเน่

มูริณโญ่

    แม้ปัจจุบันโชเซ่ มูริณโญ่จะกลายเป็นเพียงอดีตกุนซือเชลซีทว่าดูเหมือนเยื่อใยที่เค้ามีต่ออดีตต้นสังกัดนั้นยังคงเหนียวแน่นเมื่อได้ออกมาช่วยลดกระแสความกดดันเกี่ยวกับสถานการณ์ความกังวลเรื่องการไม่สามารถเซ็นสัญญานักเตะใหม่ได้ของเชลซี โดยมูริณโญ่มองตรงกันข้ามว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะได้เห็นสิงโตน้ำเงินครามดันแข้งเยาวชนจากอะคาเดมี่ขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่อย่างเต็มตัว และในถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์ก็มีดาวเตะพรสวรรค์อายุน้อยที่รอวันจรัสแสงอยู่เป็นจำนวนมาก

มูริณโญ่ เเนะเชลซีควรกู้วิกฤตด้วยการหนุนแข้งเยาวชนขึ้นมาช่วยทีมซีซั่นนี้

    โชเซ่ มูริณโญ่เป็นกุนซือที่ประสบความสำเร็จกับเชลซีอย่างโชกโชน ได้สนับสนุนให้ทีมเก่าให้ลองหันมาสนับสนุนแข้งยังบลัดดูบ้าง “ บางทีการโดนแบนห้ามเซ็นสัญญาผู้เล่นก็อาจจะเป็นเรื่องดีต่อทีม เราน่าจะได้เห็นอะไรดีๆจากนักเตะเยาวชนของเชลซีบ้างละ พวกเค้ายังมีเคิร์ท ซูม่าที่อายุยังน้อยแต่ประสบการณ์มากมาย แถมติดทีมชาติฝรั่งเศสไปแล้วหรือจะเป็น แทมมี่ อับบราฮัมนี่ก็เป็นเด็กปั้นที่โตมากับสโมสร พวกเค้าเหล่านี้นอกจากฝีเท้าจะน่าทึ่งแล้วหัวจิตหัวใจของพวกเค้ายังเกินร้อยอีกต่างหาก ”

   “ หลายสโมสรอาจจะเคยชินที่จะได้ยืมนักเตะฝีเท้าดีจากเชลซี ซึ่งซีซั่นนี้มันอาจแตกต่างออกไป เชลซีต้องทบทวนที่จะเก็บผู้เล่นที่มีประโยชน์ไว้ช่วยทีมบ้าง ซึ่งหากคุณดูสถิติคุณจะเห็นว่าแต่ละซีซั่นเชลซีปล่อยนักเตะยืมตัวออกไปมากมายขนาดไหน ฉะนั้นศักยภาพของพวกเค้าไม่ได้ลดลงไปแต่อย่างใด กลับกันเสียอีกพวกเค้าจะกลายเป็นทีมที่มีความกลมเกลียวและมีสปริริตกันแข็งแกร่งกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ ”

   “ แน่นอนการเสียนักเตะอย่างอาซาร์ไปย่อมส่งผลต่อทีม แต่มันก็เป็นวัฏจักรของเกมฟุตบอล ผมมีความเชื่อมั่นว่าเชลซีจะสามารถก้าวผ่านมันไปและกลับมาอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องได้อย่างแน่นอน ” อนึ่งเชลซีในซีซั่น2019/20พวกเค้ากำลังลุ้นหนักกับผลงานเนื่องจากปัจจัยหลายๆด้านดูไม่เป็นใจต่อทีมเอาเสียเลย เริ่มด้วยทีมเพิ่งเสียจอมทัพคนสำคัญอย่างเอแด็น อาซาร์ออกจากทีมไปโดยที่พวกเค้าไม่สามารถซื้อใครมาทดแทนได้(โดนแบนห้ามซื้อขาย)มิหนำซ้ำกุนซือคนใหม่อย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด ก็เพิ่งจะมีประสบการณ์คุมทีมในระดับแชมเปี้ยนชิพ(คุมดาบี้ เคาท์ตี้)เท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่ามีแฟนบอลจำนวนมากที่ไม่เชื่อว่าอดีตมิดฟิลด์รายนี้จะพาเชลซีต่อสู้ในกลุ่มหัวตารางของพรีเมียร์ลีกได้เหมือนที่ผ่านมา

เชลซี

   เชลซี ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาจัดว่าเป็นทีมในระดับหัวแถวของพรีเมียร์ลีก และมักจะมีถ้วยรางวัลติดไม้ติดมือเสมอมา นั่นเพราะพวกเค้ามีทีมสปริริตที่แข็งแกร่ง,กุนซือดีกรีแชมป์ที่พาะเหรดเข้ามาคุมทัพ หรือแม้แต่ผู้เล่นสตาร์ที่ไม่เคยขาดหายไปรั้ว สแตนฟอร์ด บริดจ์ ทว่าปัจจัยที่เคยเป็นแต้มต่อเหล่านี้กลับวนลูปกลับมาเริ่มนับหนึ่งไม่ในซีซั่น 2019/20 เมื่อทีมโดนแบนห้ามซื้อขายผู้เล่นทั้งๆที่เพิ่งเสียจอมทัพอย่าง อาซาร์ ออกไป รวมไปถึงการเข้ามารับบทบาทผู้จัดการทีมของ แฟรงค์ แลมพาร์ด อดีตกองกลางระดับตำนานที่เพิ่งจะมีประสบการร์ในระดับลีกแชมเปี้ยนชิพเพียงเท่านั้น

แลมพ์ต้องเร่งสร้างผลงานและสปริริตในทีม เชลซี ไปพร้อมกัน

   เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา เชลซี เพิ่งจะสร้างปรากฏการณ์งามหน้าเมื่อ เกปา อาร์ริซาบาลากา นายด่านชาวสเปนงัดข้อกับ ซารี่ ด้วยการปฏิเสธการถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนาม จนทำให้เป็นที่วิจารณ์กันไปในวงกว้าง รวมถึงการตั้งคำถามถึงสปริริตของเหล่านักเตะ เชลซี นอกจากนี้สื่ออังกฤษยังเชื่อว่านี่คือชนวนที่ทำให้ เมาริซิโอ ซารี่ ตัดสินใจแยกทางกับสโมสรแม้จะเพิ่งนำทีมคว้าแชมป์ยูโรป้าลีกมาก็ตาม และสิ่งที่ตามมาคือการดึงลูกหม้ออย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด ที่หลายคนมองว่ากระดูกยังไม่ถึงขั้น(เพิ่งมีประสบการณ์คุมทีม ดาบี้ เคาร์ตี้ในแชมป์เปี้ยนชิพ) จนทำให้ชื่อของ แฟรงค์ แลมพาร์ด กลายเป็นกุนซือเบอร์หนึ่งที่บ่อนพนันฟันธงว่าจะถูกปลดเป็นคนแรกของฤดูกาลใหม่

   นอกจากนี้ แลมพาร์ด ยังดวงกุดอีกต่อเนื่อง เพราะ เชลซี ยังจะไม่สามารถซื้อผู้เล่นใหม่ไปจนถึงซัมเมอร์หน้า นั่นแปลว่าจะไม่มีการดึงสตาร์หน้าใหม่เข้ามาแทนที่ของ อาซาร์ ที่ย้ายออกไปแต่จะต้องใช้ผู้เล่นที่เหลืออยู่เท่านั้น จนทำให้ เชลซี ต้องเปลี่ยนใจมาต่อสัญญากับ วิลเลี่ยน ดาวเตะบราซิลที่เกือบจะหมดอนาคตไปแล้ว แถมสิงห์บลูยังโปรยยาหอมใส่ดาวเตะแซมบ้าด้วยการประกาศจะมอบเสื้อเบอร์ 10 ให้อีกต่างหาก ร้อนไปถึงแข้งดาวรุ่งอย่าง คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ที่ออกมาวัดรอยรุ่นพี่ว่าตนก็พร้อมจะสวมเสื้อหมายเลขดังกล่าวเช่นกัน และถ้าไม่ได้เบอร์ที่ถูกใจก็จะไม่ต่อสัญญาฉบับใหม่อีกต่างหาก ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนให้เห็นได้ว่าบัดนี้ผู้เล่น เชลซี ไม่มีความกลมเกลียวกันเสียเลย กรปรกับผลงานในการอุ่นเครื่องปรีซีซั่นก็ค่อนข้างกระท่อนกระแท่น ทำให้คอบอลทั้งหลายต่างวิตกว่า เชลซี ในยุคใหม่อาจไม่ไฉไลเหมือนวันวานเสียแล้ว และนี่คือบททดสอบที่ แฟรงค์ แลมพาร์ด ต้องก้าวผ่านไปให้จงได้