ลิเวอร์พูล

   ลิเวอร์พูลในช่วงสองปีให้หลังมานี้พวกเค้าทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะสามประสานในแนวรุกโมฮัมเหม็ด ซาล่า,ซาดิโอ มาเน่ และโรแบโต้ ฟีร์มิโน่ที่สร้างความหวาดวิตกให้กับแนวรับฝ่ายตรงข้ามอยู่เสมอ ซึ่งแฟนบอลส่วนใหญ่อาจจะมองมาเน่ และซาล่าคืออาวุธหนักของทีมโดยหารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วโรแบโต้ ฟีร์มิโน่ต่างหากที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในเกมรุกของลิเวอร์พูล

   อดีตผู้เล่นลิเวอร์พูล อดัม บ็อกดานที่เคยอยู่ในแคมป์ฝึกซ้อมเดียวกับทั้งฟีร์มิโน่,มาเน่ และซาล่าได้บอกเล่ากับนักข่าวว่าฟีร์มิโน่ทำได้อย่างดีเยี่ยมในการซ้อมทุกๆครั้ง “ นักฟุตบอลแต่ละคนก็จะมีนิสัยที่ต่างกันไป บางคนจะขี้เกียจซ้อมแต่พอลงสนามจริงก็ทำได้ดีกว่าที่ซ้อมเหมือนออมแรงไว้ก่อนไปเอาจริงหลัง ในขณะที่บางคนซ้อมเต็มร้อยตลอดแต่พอลงเล่นจริงๆเหมือนจะดร็อบลงไปเหมือนเค้าใส่เต็มตอนซ้อมไปจนหมดแรงแล้ว แต่สำหรับฟีร์มิโน่นี่แตกต่างออกไปเค้าซ้อมได้ดีกว่าเพื่อนๆ แถมเวลาลงสนามเค้ากลับทำได้ดียิ่งกว่า นี่คือมาตรฐานที่เค้าแสดงออกตั้งแต่ย้ายเล่นกับลิเวอร์พูล ”

บ็อกดานชี้คล็อปป์&ฟีร์มิโน่คือนายบ่าวที่รู้ใจช่วย ลิเวอร์พูล ได้เฮ

   อดัม บ็อกดานประตูสำรองที่ย้ายมาแอนฟิลด์ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับฟีร์มิโน่ได้เปิดเผยอีกว่าที่ฟีร์มิโน่ได้ดิบได้ดีกับลิเวอร์พูลก็มีผลมาจากการที่เจอร์เกน คล็อปป์ให้ความเชื่อมั่นกับสตาร์บราซิลแบบเต็มขั้น “ ฟีร์มิโน่ย้ายมาจากบุนเดสลีก้าซึ่งคล็อปป์ก็เคยเห็นผลงานของเค้ามาก่อน การได้ร่วมงานกันของเค้าทั้งสองมันก็เหมือนกับคู่รักได้มาเจอกัน มันคลิ๊กกันในแทบทันที บางคนอาจจะคิดว่าซาล่า หรือมาเน่ที่เป็นหัวใจสำคัญในเกมรุก แต่ที่จริงแล้วการเล่นของฟีร์มิโน่ต่างหากที่ทำให้เพื่อนร่วมทีมเล่นง่ายจนทั้งคู่โดดเด่นขึ้นมา ”

   ฟีร์มิโน่ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลในซีซั่นใหม่ไปแล้ว6นัดยิงได้2ประตู และทำทางอีก3แอตซิสต์เรียกได้ว่าฟอร์มกำลังเข้าฝักเลยก็ว่าได้ “ ในการซ้อมพวกเราทุกคนต่างยอมรับว่าฟีร์มิโน่นั้นทำได้วิเศษสุดๆ แต่เมื่อไปเล่นในเกมจริงสิ่งที่เค้าทำกลับยิ่งน่าทึ่งกว่า ไอที่คนอื่นเรียกว่าพีกในพีกนั่นละที่คู่ควรกับฟีร์มิโน่ ยิ่งในเวลานี้เค้ากำลังมั่นใจสุดๆ มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหยุดเค้า เพราะบางครั้งที่คุณบีบให้เค้าต้องเล่นยากเค้าก็จะพลิกหาช่องทำทางให้เพื่อนได้เล่นต่ออย่างเหลือเชื่อ ” เจ้าของผลงานการเฝ้าเสา6นัดในซีซั่น2015/16กล่าวถึงฟีร์มิโน่อย่างชื่นชม

ปีศาจแดง

   ทั้งที่เปิดฤดูกาลอย่างสวยหรูด้วยการยำเชลซีถึง4-0แต่ทว่าหลังจากนั้นปีศาจแดงก็ยังไม่ประสบชัยชนะอีกเลย โดยเฉพาะเกมหลังสุดที่พวกเค้าไม่สามารถชนะแม้กระทั่งทีมที่เหลือผู้เล่นเพียงแค่สิบคนอย่างเซาร์แธมป์ตันได้ ก็ยิ่งทำให้คำติติงจากเหล่าพลพรรคเรดอาร์มี่เริ่มเซ็งแซ่ขึ้นมา

   ร้อนให้แฮรี่ แม็คไกวร์กองหลังตัวเก่งต้องออกมากระตุ้นเพื่อนให้ฮึดกลับมาสู้กับเกมที่เหลือ ทั้งยังเชื่อว่าแมนยูยังมีโอกาสที่จะเก็บคะแนนเพื่อลุ้นท็อปโฟว์ แม้ว่าในเวลานี้พวกเจ้าจะโดนจ่าฝูงลิเวอร์พูลทิ้งห่างไปถึง7คะแนนก็ตาม(แมนยูรั้งอันดับ8มี5คะแนน) “ ยูไนเต็ดเป็นทีมที่ใครๆก็อยากได้แต้มจากเรา นั่นทำให้มันไม่มีอะไรง่ายแต่คาแรกเตอร์ของยูไนเต็ดนั้นไม่เคยยอมแพ้อยู่แล้ว ฉะนั้นตอนนี้มันเพิ่งเริ่มต้น ยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้ว่าเราจะไปแค่ไหน ขอแค่เราโฟกัสในสิ่งที่เราทำได้และทำมันให้ลุล่วงแบบนัดต่อนัด ”

แม็คไกวร์กร้าวต้องกล้าเล่นกล้าลุยหากยากใส่เสื้อ ปีศาจแดง

   แมนยูทำแต้มหลุดมือจากสามเกมหลังสุดในพรีเมียร์ลีกถึง7แต้ม ด้วยการเสมอวูฟแฮมป์ตัน1-1(ป็อกบายิงจุดโทษไม่เข้า),แพ้คริสตัลพาเลซ1-2(โดนยิงนาทีสุดท้าย) และเสมอเซาร์แธมป์ตัน1-1 ซึ่งกองหลังดีกรีทีมชาติอังกฤษมองว่าแมนยูต้องดึงอารมณ์กลับมาให้ได้จบอันดับที่สูงกว่านี้ “ เราเริ่มเกมกันได้ดี มีการเคลื่อนที่กันอย่างเข้าขาแต่เราไม่สามารถรักษาสกอร์นำไว้ได้ นั่นคือปัญหา ผู้ชนะคือต้องเอาให้อยู่มันไม่ใช่การหาคนผิดผู้เล่นทุกคนล้วนมีส่วนทั้งนั้น ”

   “ การเล่นให้ยูไนเต็ดคือการเล่นเหมือนม้า คุณต้องคึกคักตลอดเวลา วิ่งไม่หยุด และที่ขาดไม่ได้คือความมั่นใจ ต้องเล่นเสี่ยงกันบ้าง เราต้องมั่นใจว่าเราคุมเกมได้ การห่วงหน้าพะวงหลังมันทำให้เราเสียแต้ม เราทุกคนต้องปรับจูนอารมณ์กันใหม่ คู่แข่งมีความเกรงให้เราเป็นทุนอยู่แล้ว มันเป็นแต้มต่อที่เราต้องชิงใช้ประโยชน์ให้ได้ ” กองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลกลูกหนังยุคนี้กล่าวปลุกเร้าทีม

   อนึ่งเวลานี้ความกดดันของโอเล่ กุนน่า โซลชานายใหญ่อสูรแดงชักจะรุนแรงขึ้นทุกที โดยมีแฟนบอลเชลซีจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาแซวว่าทั้งที่เอาชนะอย่างขาดลอยไปเมื่อนัดแรก ทว่าปัจจุบันเชลซีทำแต้มไล่มาเท่ากับปีศาจแดงแล้ว ทว่าอันดับยังต่ำกว่าเนื่องจากเป็นรองประตูได้เสียเท่านั้นเอง

เปเป้

   การประกาศคว้าตัวนิโกล่า เปเป้ของอาร์เซนอลนั้นเป็นดีลที่สร้างความฮือฮาอย่างมากของตลาดแลกเปลี่ยนผู้เล่นในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา เนื่องจากปีกชาวไอเวอร์รี่ โคสต์ทำผลงานอย่างโดดเด่นในลีกเอิง ด้วยลีลาการลากเลื้อยที่ป่วนฝ่ายตรงข้ามชนิดหัวทิ่มหัวตำ อีกทั้งการจบสกอร์ก็ยังไว้ใจได้เมื่อเค้ายิงไปถึง23ประตูจากการลงสนาม41เกมกับลีลล์เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา กลายเป็นผู้เล่นที่ได้รับความสนใจจากทีมชั้นนำของยุโรปไม่ว่าจะเป็นนาโปลี,ลิเวอร์พูล และแมนยู

   และภายหลังจากการลงเล่นให้อาร์เซนอลไปเพียง153นาที แบบยังไม่มีแอตซิสต์หรือประตู เปเป้ก็ได้สร้างสถิติที่น่าสนใจขึ้นมาเป็นเกียรติประวัติส่วนตัว นั่นก็คือเค้ากลายเป็นผู้เล่นที่สามารถเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งได้เยอะสุดในพรีเมียร์ที่จำนวน11ครั้ง ทั้งที่เพิ่งจะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกแค่นัดเดียว และที่สำคัญจำนวน7ครั้งที่เลี้ยงผ่านคู่แข่งมาได้แบบสดๆร้อนๆเป็นการเอาชนะแนวรับของลิเวอร์พูล ทีมที่มีสถิติเกมรับที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีกเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา

เรดแน็ปป์ยังงง เปเป้ ป่วนแนวรับลิเวอร์พูลหัวปั่นในเกมล่าสุด

   ผลงานที่อาร์เซนอลบุกไปพ่ายลิเวอร์พูล1-3นั่น แม้ในแง่สกอร์การแข่งขันจะเป็นที่น่าชื่นใจ แต่ในรายละเอียดการเล่นแล้วแท้ที่จริงแล้วลิเวอร์พูลโดนลบเหลี่ยมในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นการหยุดสถิติหินผาของเฟอร์กิล ฟาน ไดค์ที่ไม่ปล่อยให้ใครเลี้ยงบอลผ่านได้เลยมา50เกมซึ่งก็โดนนิโกล่า เปเป้นี่ละที่ฉีกกระชากทำลายลงไปเป็นที่เรียบร้อย “ เอาตรงๆแม้แต่ผู้เล่นของแมนซิตี้คู่แข่งที่ผมคิดว่าสมน้ำสมเนื้อกับลิเวอร์พูล ก็ยังไม่มีใครที่จะเล่นงานแอนดรูส์ โรเบิร์ตสันและฟาน ไดค์ได้เสียเชิงขนาดนี้นะ ผมว่าเปเป้กำลังอันตรายขึ้นเรื่อยๆ เค้ากำลังปรับตัวฉะนั้นผมคงพูดกันได้เต็มปากว่านี่ยังไม่ใช่เปเป้เวอชั่นที่ดีที่สุด แล้วถ้าวันไหนที่เค้าปรับตัวกับอาร์เซนอลได้แล้วละ อะไรจะเกิดขึ้น? ” เจที่ เรดแน็ปป์อดีตมิดฟิลด์ของลิเวอร์พูลได้วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจหลังจบแม็ตซ์

   ซึ่งแฟนบอลอาร์เซนอลคงเสียดายแทนเปเป้อยู่เหมือนกัน เนื่องจากในเกมกับลิเวอร์พูลเจ้าตัวมีโอกาสที่พังสกอร์แรกในพรีเมียร์ลีกอยู่เหมือนกัน(ปั่นโค้งเฉี่ยวสามเหลี่ยม,ลากเดี่ยวๆไปยิงติดเซฟ) อ่านมาถึงตรงนี้คุณคิดเหมือนผมไหม? เปเป้กำลังทำให้หลายคนนึกถึงเค้า…ผู้เล่นอาร์เซนอลผู้สร้างความหวาดหวั่นให้กองหลังฝั่งตรงข้าม ชายที่ชื่อว่า เธียรี่ อองรี!

ซารี่

   ด้วยผลงานการนำสิงห์บลูชูถ้วยยูโรป้าลีกอย่างยิ่งใหญ่ ทำให้เมาริซิโอ้ ซารี่ถูกยูเวนตุสทีมดีกรีแชมป์แดนรองเท้าบูทดึงตัวมาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ แทนที่มักซิมิเรียโน่ อัลเรกรีที่ประกาศวางมือ ทว่าเมื่อใกล้จะถึงแม็ตซ์เปิดฤดูกาลกุนซือความหวังใหม่อย่างซารี่กลับมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับปอดจนไม่อาจคุมลูกทีมลงซ้อมได้ โดยหลังผ่านการวินิจฉัยแล้วทีมแพทย์ยืนยันให้เทรนเนอร์วัย60ปีจะต้องพักรักษาตัวซักระยะซึ่งนั่นจะทำให้โอกาสลงคุมที่อย่างเป็นทางการของซารี่จะต้องถูกเลื่อนออกไปอีกราวสองสัปดาห์เป็นอย่างน้อย

ยูเวนตุสไม่เร่งบอก ซารี่ เอาสุขภาพไว้ก่อนเรื่องฟุตบอลยังรอได้

   แชมป์กัลโช่ เซเรียอา6สมัยหลังสุดได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวถึงอาการป่วยในครั้งนี้ “ ซารี่อยู่ในความปลอดภัยแล้วแต่ยังคงต้องรับการตรวจอย่าต่อเนื่อง ซึ่งยูเวนตุสก็ยินดีที่จะช่วยเหลือเค้าในทุกๆด้าน เราอยากให้ซารี่ทำใจให้สบายเพื่อทำการรักษาอย่างเต็มรูปแบบ เราอยากให้เค้าปลอดภัย ซึ่งจากการประเมินของทีมแพทย์ ซารี่จะยังไม่ได้อยู่คุมทีมข้างสนามในเกมกับปาม่าและนาโปลี ” โดยยูเวนตุสยังได้สั่งห้ามไม่ให้ซารี่งดสูบบุหรี่เป็นเด็ดขาดทันทีที่ตรวจพบปัญหาสุขภาพในครั้งนี้

   โดยเมาริซิโอ้ ซารี่ถูกตรวจพบว่ามีอาการปอดติดเชื้อจนต้องพักรักษาตัวอย่างกะทันหัน และจำต้องยกภารกิจการคุมทีมให้กับผู้ช่วยและทีมงานสตาฟเป็นการชั่วคราว ซึ่งการที่ไม่มีกุนซือใหญ่ในสนามครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อผลงานของทีมโดยตรง จนแฟนบอลส่วนใหญ่เริ่มเป็นกังวัลว่าทีมดังแห่งตูรินจะไม่สามารถป้องกันแชมป์ได้ เนื่องจากผลงานในช่วงปรีซีซั่นก็ดูไม่ค่อยสดใสนัก(ชนะ1/เสมอ1/แพ้2)

    ยูเวนตุสมีการเสริมทัพฤดูกาลใหม่อย่างน่าสนใจ เมื่อพวกเค้าได้ตัวอารอน แรมซี่ย์,อาเดรียน ราบิโอต์,เมรีห์ เดมิราล,จิอานลุยจิ บุฟฟ่อน และมัทไธส์ เดอ ลิกท์ จนทำให้แฟนบอลเบียงโคเนรี่คาดหวังจะได้เห็นนักเตะเหล่านี้ลงเล่นภายใต้การคุมทีมของผู้จัดการทีมคนใหม่อย่างเมาริซิโอ้ ซารี่ ทว่าดูเหมือนความฝันนี้มีอันต้องรอเก้อต่อไปจากการล้มป่วยอย่างไม่คาดฝันของกุนซือคนดัง ทั้งนี้ซารี่จัดเป็นผู้จัดการทีมที่มักจะถูกจับภาพได้ขณะสูบบุหรี่อยู่เป็นประจำ และพฤติกรรมนี้เองที่เป็นสาเหตุของอาการปอดติดเชื้อในครั้งนี้

แมนยู

   แม้จะเริ่มต้นซีซั่นได้อย่างน่าประทับใจด้วยการไล่ยำเชลซีไปแบบหมดรูป4-0 ทว่านัดต่อมาแมนยู ก็พลาดท่าเสมอวูล์ฟแธมป์ตันไปอย่างน่าเสีย 1-1 จนชวดโอกาสที่จะแซงลิเวอร์พูลขึ้นไปเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก ซึ่งนักเตะอาวุโสของปีศาจแดงอย่างพอล ปาร์คเกอร์ได้ออกมาวิเคราะห์ถึงปัญหาในพื้นที่ฟูลแบ็คฝั่งซ้ายของแมนยู ที่ดูเหมือนจะไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับทีมได้เลยไม่ว่าจะเป็นในแง่เกมรุกหรือรับก็ตาม

ปาร์คเกอร์พุ่งเป้าลุคชอร์อ้วนเชื่องช้าไม่เหมาะกับบอลสไตล์ แมนยู

   พอล ปาร์คเกอร์ผู้เคยลงเล่นให้แมนยูในตำแหน่งแบ็คขวา(ยุคก่อนแกรี่ เนวิลล์)ได้วิเคราะห์ผลงานของทีมรักไว้อย่างน่าสนใจ “ เดิมทีผมไม่ชอบที่มูรินโญ่พูดถึงลุค ชอร์ เค้าอายุยังน้อยและเพิ่งได้รับบาดเจ็บรุนแรง แต่ผู้จัดการทีมกลับไม่ช่วยเหลือใดๆเค้าเลย ยิ่งพอเปลี่ยนผู้จัดการทีมเป็นโซลชา ผมยังเชื่อว่าชอร์จะมีโอกาสพิสูจน์ฝีเท้าและคำสบประมาทจากที่แล้วมา ”

   “ แต่วันนี้ผมว่าชอร์ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ใช่ตัวเค้าหนาขึ้นแต่มันไม่ใช่การการมีกล้าเนื้อที่แข็งแกร่ง มันแค่อ้วนขึ้น เค้าเชื่องช้า ความคล่องตัวก็หายไป เค้าไม่สามารถเติมเกมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เค้าทำตัวเองให้ต่ำลงจนผมเริ่มคิดว่ามูรินโญ่พูดถูก ชอร์กำลังกลายเป็นจุดอ่อนของแมนยู ” ฟูลแบ็ครุ่นนี้กล่าวโจมตีแบ็คซ้ายวัย24ปี

   “ ชอร์เล่นฟุตบอลแบบโบราณ พื้นที่ฟูลแบ็คในยุคนี้คุณต้องมีพลังอันล้นเหลือ เติมเกมได้ตั้งรับดี คุณดูแอนดรู โรเบิร์ตสันของลิเวอร์พูลซิ แต่สำหรับชอร์เค้าไม่มีการเลี้ยงผ่านคู่แข่งเลย เค้าเล่นบอลทื่อ ได้แต่วิ่งไล่บอลไปมา ใช่มันอาจไม่ขี้เหล่ แต่สำหรับผมมันยังดีไม่พอสำหรับยูไนเต็ด ซึ่งมูรินโญ่พูดถูกว่าเกมกับเชลซีนั้นบ่อยครั้งแฮรี่ แม็คไกวร์ต้องเข้ามาช่วย ” ปารคเกอร์บ่นอย่างหัวเสีย

   ลุค ชอร์ที่ปัจจุบันรับผิดชอบพื้นที่แบ็คซ้ายในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดนั้นดูอ้วนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องนับแต่เปลี่ยนกุนซือมาเป็นโอเล่ กุนน่า โซลชา  โดยแบ๊คซ้ายเลือดผู้ดีมีสัญญากับปีศาจแดงถึงปี2023 ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในผลงานของเหล่ากูรูลูกหนังแต่อดีตเด็กปั้นนักบุญก็ยังคงเป็นนักเตะที่โซลาถือหางต่อไป โดยแบ็คซ้ายทีติดทีมชาติอังกฤษมาแล้ว8นัด ลงเล่นในยูนิฟอร์มปีศาจแดงไปแล้วทั้งหมด107เกมและเพิ่งประเดิมยิงประตูแรกได้เมื่อซีซั่นที่ผ่านมาในเกมกับเลสเตอร์ ซิตี้

เวสต์แฮม

   นาทีนี้ไม่มีใครที่จะชีวิตดี๊ดีเท่ากับอาเดรียนนายประตูหน้าใหม่ของลิเวอร์พูลอีกแล้ว ก็มีอย่างที่ไหนเพิ่งย้ายมาไม่นานแถมเพิ่งจะได้รับโอกาสลงเล่นไปไม่ถึงสองเกมดี(สำรอง1เกม/ตัวจริง1เกม)ก็ได้ฉลองแชมป์กับเค้าแล้ว(คว้าแชมป์ยูฟ่าซุปเปอร์คัพ2019/20) จนทำให้มานูเอล เปเยกรีนี่เจ้านายเก่า(กุนซือเวสต์แฮม)ถึงกับออกปากเสียดายเมื่อเห็นผลงานของอดีตมือกาวชาวสเปน

อาเดรียนเด็กเก่า เวสต์แฮม งงดิครับเดือนที่แล้วยังตกงานอยู่เลยก่อนได้เฮกับหงส์

  แท้จริงแล้วอาเดรียนย้ายเข้ามายังแอนฟิลด์ในฐานะนายทวารตัวสำรอง ทว่าในเกมนัดเปิดฤดูกาลของลิเวอร์พูลนั้นอลิสซง เบ็กเกอร์ผู้รักษาประตูมือหนึ่งกลับได้รับบาดเจ็บอย่างโชคร้าย ทำให้อาเดรียนถูกหยิบมาใช้งานเร็วเกินความคาดหมาย และมือกาวชาวสเปนก็ไม่ทำให้ชาวเดอะค็อปต้องผิดหวัง เมื่อช่วยเซฟจุดโทษในเกมยูฟ่าซุปเปอร์คัพจนพาลิเวอร์พูลประเดิมแชมป์แรกของซีซั่นใหม่ได้สำเร็จ “ เมื่อเดือนก่อนผมยังเป็นนักเตะอิสระที่ยังไม่รู้อนาคตเลยว่าจะมีทีมไหนอนุญาตให้ผมได้เล่นฟุตบอลไหม แต่ตอนนี้ผมอยู่ในสีเสื้อของลิเวอร์พูลแถมคว้าแชมป์แรกในตลอดอาชีพการเป็นนักฟุตบอลอีกต่างหาก มันสุดยอดไปเลย ” อดีตประตูเวสต์แฮมกล่าวอย่างชื่นใจ
   ขณะเดียวกันมานูเอล เปเยกรีนี่ผู้ที่ตัดสินใจปล่อยตัวอาเดรียนพ้นทีมไปในช่วงสิ้นสุดฤดูกาลที่ผ่านมาก็ได้ออกมาแสดงทัศนะเช่นกัน “ ผมเห็นอาเดรียนได้แชมป์กับลิเวอร์พูล มันน่าดีใจจริงๆที่เห็นเค้าได้รับสิ่งนี้ อาเดรียนเป็นผู้รักษาประตูที่ดีมีความเป็นมืออาชีพ แต่เมื่อปีที่แล้วเค้ามีปัญหาบางอย่าง นั่นทำให้เค้าไม่ได้เล่นมากนักและที่จริงเราอยากให้เค้าอยู่ต่อ แต่ก็เข้าใจว่าเราคงไม่สามารถรับปากเค้าได้ว่าจะได้รับโอกาสลงเล่นมากน้อยแค่ไหน นั่นทำให้เราตกลงปล่อยตัวเค้าออกจากทีม สุดท้ายเค้าได้เซ็นสัญญากับทีมอย่างลิเวอร์พูลและสามารถช่วยทีมได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ผมดีใจกับเค้าจริงๆ ”

   อาเดรียนเป็นผู้รักษาประตูที่มาหากินในพรีเมียร์ลีกตั้งแต่ปี2013 และมีประสบการณ์เฝ้าเสาให้เวสต์แฮมมาแล้วกว่า150เกม นั่นทำให้ดีลการเซ็นฟรีมือกาวชาวสเปนของลิเวอร์พูลในครั้งนี้ เป็นดีลที่คุ้มค่าจริงๆสำหรับเจอร์เกน คล็อปป์ ซึ่งการได้แชมป์ใบแรกในชีวิตของอาเดรียนคงช่วยเพิ่มความมั่นใจให้นายประตูวัย32ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเจ้าตัวยังคงจะได้รับบทเฝ้าเสาไปอีกอย่างน้อยร่วมเดือน เนื่องจากอลิสซง เบ็กเกอร์นั้นต้องพักรักษาตัวต่อไปอย่างน้อย6-8สัปดาห์

แมนซิตี้

   เป๊ป กวาร์ดิโอล่านำแมนเชสเตอร์ซิตี้คว้าแชมป์คอมมูนีตี้ชิลด์(เอาชนะจุดโทษเหนือลิเวอร์พูล5-4ภายหลังจากที่เสมอกันในเกม1-1)อันเป็นการประเดิมผลงานก่อนเปิดฤดูกาลของพรีเมียร์ลีกได้อย่างน่าชื่นชม ทว่ามีประเด็นที่น่าสนใจที่ตามมาก็คือรายชื่อทีมของเป๊ปในเกมดังกล่าวนั้นไม่มีชื่อของริยาร์ด มาเรซอยู่ในลิสต์รายการเลยแม้กระทั่งในส่วนของตัวสำรอง นำพาให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าปีกตัวเก่งชาวแอลจีเรียนั้นมีปัญหาขัดแย้งกับเป๊ปหรือเปล่า จนเป็นเหตุให้โดนกีดกันออกจากทีมไปเช่นนี้

เป๊ปนายใหญ่ แมนซิตี้ แจงไม่มีเกาเหลาใดๆเกรงมาเรซไม่ผ่านโด๊ปเลยคัดชื่อออก

  แมนซิตี้เพิ่งจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อซีซั่นที่แล้วซึ่งนับเป็นแชมป์สมัยที่สองติดต่อกัน แม้จะได้ฉลองกับทีมเรือใบแต่ ริยาร์ด มาเรซก็ไม่ค่อยได้รับโอกาสลงสนามมากนัก แถมเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเจ้าตัวยังต้องมาโดนตัดออกจากทีมในเกมคอมมูนีตี้ชิลด์นัดล่าสุดอีก ทำให้นักข่าวต้องออกปากถามเรื่องนี้กับเป๊ป กวาร์ดิโอล่า และอดีตกุนซือบาซ่าก็ออกรับทันทีว่าเค้าทำไปด้วยเหตุผลล้วนๆ “ ริยาร์ดไม่มีชื่อด้วยเหตุผลทางด้านสุขภาพ เค้าทานยาบางอย่างเพราะอาการป่วยส่วนตัวซึ่งทีมแพทย์ของเราไม่แน่ใจว่ามันคือตัวยาชนิดไหน เราจึงเป็นกังวลว่าหากเค้าไม่ผ่านการตรวจโด๊ปมันจะยิ่งยุ่งยาก หลังจากหารือกันแล้วเราจึงตัดสินใจที่จะไม่ใส่ชื่อเค้าในเกมนี้ ”

   “ เราเข้าใจว่ามันคงน่าผิดหวังสำหรับเค้า แต่เราไม่อยากเสี่ยงเพราะมันจะเป็นผลร้ายกับทุกฝ่าย ทีมแพทย์ของเราก็พยายามที่จะระบุรายละเอียดของตัวยานั้นแล้วแต่มันไม่ทันจริงๆ ” กระนั้นนายใหญ่ชาวสเปนก็ยังจุดประกายความหวังกับมาเรซ “ แมนซิตี้มีเกมลงเตะมากมาย เราจึงต้องมีทีมนักเตะที่ใหญ่และพร้อมกับสถานการณ์ที่หลากหลาย ไม่ต้องสงสัยเลยริยาร์ดคือหนึ่งในทางเลือกของเรา เค้าเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมในการซ้อมเสมอ และผมหวังว่าเค้าจะพร้อมลงสนามในเกมเปิดฤดูกาลกับเวสต์แฮม ”

   ริยาร์ด มาเรซสร้างชื่อกระฉ่อนด้วยการพาเลสเตอร์ ซิตี้เถลิงแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกเมื่อปี2015/16 ด้วยผลงานส่วนตัว17ประตูกับอีก11แอสซิสต์ นับแต่บัดนั้นเจ้าตัวก็กลายเป็นนักเตะที่เนื้อหอมเบอร์ต้นของพรีเมียร์ลีกมาโดยตลอด กระทั่งทีมตราเรือใบยอมควักเงินกว่า60ล้านปอนด์เพื่อดึงตัวมาร่วมทีม ทว่าเมื่อย้ายมาสวมยูนิฟอร์มสีฟ้าขาวแล้วตัวรุกวัย28ปีกลับต้องตกเป็นเพียงตัวสำรองเนื่องจากแมนซิตี้อุดมไปด้วยตัวรุกขั้นเทพ อาทิ ราฮีม สเตอริ่ง,แบร์นาโด้ ซิลวา และรีลอย ซาเน่

มูริณโญ่

    แม้ปัจจุบันโชเซ่ มูริณโญ่จะกลายเป็นเพียงอดีตกุนซือเชลซีทว่าดูเหมือนเยื่อใยที่เค้ามีต่ออดีตต้นสังกัดนั้นยังคงเหนียวแน่นเมื่อได้ออกมาช่วยลดกระแสความกดดันเกี่ยวกับสถานการณ์ความกังวลเรื่องการไม่สามารถเซ็นสัญญานักเตะใหม่ได้ของเชลซี โดยมูริณโญ่มองตรงกันข้ามว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะได้เห็นสิงโตน้ำเงินครามดันแข้งเยาวชนจากอะคาเดมี่ขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่อย่างเต็มตัว และในถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์ก็มีดาวเตะพรสวรรค์อายุน้อยที่รอวันจรัสแสงอยู่เป็นจำนวนมาก

มูริณโญ่ เเนะเชลซีควรกู้วิกฤตด้วยการหนุนแข้งเยาวชนขึ้นมาช่วยทีมซีซั่นนี้

    โชเซ่ มูริณโญ่เป็นกุนซือที่ประสบความสำเร็จกับเชลซีอย่างโชกโชน ได้สนับสนุนให้ทีมเก่าให้ลองหันมาสนับสนุนแข้งยังบลัดดูบ้าง “ บางทีการโดนแบนห้ามเซ็นสัญญาผู้เล่นก็อาจจะเป็นเรื่องดีต่อทีม เราน่าจะได้เห็นอะไรดีๆจากนักเตะเยาวชนของเชลซีบ้างละ พวกเค้ายังมีเคิร์ท ซูม่าที่อายุยังน้อยแต่ประสบการณ์มากมาย แถมติดทีมชาติฝรั่งเศสไปแล้วหรือจะเป็น แทมมี่ อับบราฮัมนี่ก็เป็นเด็กปั้นที่โตมากับสโมสร พวกเค้าเหล่านี้นอกจากฝีเท้าจะน่าทึ่งแล้วหัวจิตหัวใจของพวกเค้ายังเกินร้อยอีกต่างหาก ”

   “ หลายสโมสรอาจจะเคยชินที่จะได้ยืมนักเตะฝีเท้าดีจากเชลซี ซึ่งซีซั่นนี้มันอาจแตกต่างออกไป เชลซีต้องทบทวนที่จะเก็บผู้เล่นที่มีประโยชน์ไว้ช่วยทีมบ้าง ซึ่งหากคุณดูสถิติคุณจะเห็นว่าแต่ละซีซั่นเชลซีปล่อยนักเตะยืมตัวออกไปมากมายขนาดไหน ฉะนั้นศักยภาพของพวกเค้าไม่ได้ลดลงไปแต่อย่างใด กลับกันเสียอีกพวกเค้าจะกลายเป็นทีมที่มีความกลมเกลียวและมีสปริริตกันแข็งแกร่งกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ ”

   “ แน่นอนการเสียนักเตะอย่างอาซาร์ไปย่อมส่งผลต่อทีม แต่มันก็เป็นวัฏจักรของเกมฟุตบอล ผมมีความเชื่อมั่นว่าเชลซีจะสามารถก้าวผ่านมันไปและกลับมาอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องได้อย่างแน่นอน ” อนึ่งเชลซีในซีซั่น2019/20พวกเค้ากำลังลุ้นหนักกับผลงานเนื่องจากปัจจัยหลายๆด้านดูไม่เป็นใจต่อทีมเอาเสียเลย เริ่มด้วยทีมเพิ่งเสียจอมทัพคนสำคัญอย่างเอแด็น อาซาร์ออกจากทีมไปโดยที่พวกเค้าไม่สามารถซื้อใครมาทดแทนได้(โดนแบนห้ามซื้อขาย)มิหนำซ้ำกุนซือคนใหม่อย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด ก็เพิ่งจะมีประสบการณ์คุมทีมในระดับแชมเปี้ยนชิพ(คุมดาบี้ เคาท์ตี้)เท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่ามีแฟนบอลจำนวนมากที่ไม่เชื่อว่าอดีตมิดฟิลด์รายนี้จะพาเชลซีต่อสู้ในกลุ่มหัวตารางของพรีเมียร์ลีกได้เหมือนที่ผ่านมา

เชลซี

   เชลซี ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาจัดว่าเป็นทีมในระดับหัวแถวของพรีเมียร์ลีก และมักจะมีถ้วยรางวัลติดไม้ติดมือเสมอมา นั่นเพราะพวกเค้ามีทีมสปริริตที่แข็งแกร่ง,กุนซือดีกรีแชมป์ที่พาะเหรดเข้ามาคุมทัพ หรือแม้แต่ผู้เล่นสตาร์ที่ไม่เคยขาดหายไปรั้ว สแตนฟอร์ด บริดจ์ ทว่าปัจจัยที่เคยเป็นแต้มต่อเหล่านี้กลับวนลูปกลับมาเริ่มนับหนึ่งไม่ในซีซั่น 2019/20 เมื่อทีมโดนแบนห้ามซื้อขายผู้เล่นทั้งๆที่เพิ่งเสียจอมทัพอย่าง อาซาร์ ออกไป รวมไปถึงการเข้ามารับบทบาทผู้จัดการทีมของ แฟรงค์ แลมพาร์ด อดีตกองกลางระดับตำนานที่เพิ่งจะมีประสบการร์ในระดับลีกแชมเปี้ยนชิพเพียงเท่านั้น

แลมพ์ต้องเร่งสร้างผลงานและสปริริตในทีม เชลซี ไปพร้อมกัน

   เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา เชลซี เพิ่งจะสร้างปรากฏการณ์งามหน้าเมื่อ เกปา อาร์ริซาบาลากา นายด่านชาวสเปนงัดข้อกับ ซารี่ ด้วยการปฏิเสธการถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนาม จนทำให้เป็นที่วิจารณ์กันไปในวงกว้าง รวมถึงการตั้งคำถามถึงสปริริตของเหล่านักเตะ เชลซี นอกจากนี้สื่ออังกฤษยังเชื่อว่านี่คือชนวนที่ทำให้ เมาริซิโอ ซารี่ ตัดสินใจแยกทางกับสโมสรแม้จะเพิ่งนำทีมคว้าแชมป์ยูโรป้าลีกมาก็ตาม และสิ่งที่ตามมาคือการดึงลูกหม้ออย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด ที่หลายคนมองว่ากระดูกยังไม่ถึงขั้น(เพิ่งมีประสบการณ์คุมทีม ดาบี้ เคาร์ตี้ในแชมป์เปี้ยนชิพ) จนทำให้ชื่อของ แฟรงค์ แลมพาร์ด กลายเป็นกุนซือเบอร์หนึ่งที่บ่อนพนันฟันธงว่าจะถูกปลดเป็นคนแรกของฤดูกาลใหม่

   นอกจากนี้ แลมพาร์ด ยังดวงกุดอีกต่อเนื่อง เพราะ เชลซี ยังจะไม่สามารถซื้อผู้เล่นใหม่ไปจนถึงซัมเมอร์หน้า นั่นแปลว่าจะไม่มีการดึงสตาร์หน้าใหม่เข้ามาแทนที่ของ อาซาร์ ที่ย้ายออกไปแต่จะต้องใช้ผู้เล่นที่เหลืออยู่เท่านั้น จนทำให้ เชลซี ต้องเปลี่ยนใจมาต่อสัญญากับ วิลเลี่ยน ดาวเตะบราซิลที่เกือบจะหมดอนาคตไปแล้ว แถมสิงห์บลูยังโปรยยาหอมใส่ดาวเตะแซมบ้าด้วยการประกาศจะมอบเสื้อเบอร์ 10 ให้อีกต่างหาก ร้อนไปถึงแข้งดาวรุ่งอย่าง คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ที่ออกมาวัดรอยรุ่นพี่ว่าตนก็พร้อมจะสวมเสื้อหมายเลขดังกล่าวเช่นกัน และถ้าไม่ได้เบอร์ที่ถูกใจก็จะไม่ต่อสัญญาฉบับใหม่อีกต่างหาก ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนให้เห็นได้ว่าบัดนี้ผู้เล่น เชลซี ไม่มีความกลมเกลียวกันเสียเลย กรปรกับผลงานในการอุ่นเครื่องปรีซีซั่นก็ค่อนข้างกระท่อนกระแท่น ทำให้คอบอลทั้งหลายต่างวิตกว่า เชลซี ในยุคใหม่อาจไม่ไฉไลเหมือนวันวานเสียแล้ว และนี่คือบททดสอบที่ แฟรงค์ แลมพาร์ด ต้องก้าวผ่านไปให้จงได้